ความคิดเสรีของมีชัย
เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
เรื่องสั้น
จดหมายถึงนาย
 
  • มรดก
  •  
  • ที่ดิน
  •  
  • ค่าใช้จ่ายการสืบพิสูจน์หาสาเหตุเป็นความรับผิดชอบของใคร
  •  
  • การตั้งชื่ออาคารหรือห้องประชุมงบประมาณของทางราชการโดยใช้ชื่อหรือนามสุกลหัวหน้าหน่วยงานราชการ
  •  
  • ขอให้แก้ไขระเบียบการรังวัดให้เจ้าของที่ดินเตรียมจอบเตรียมเสียม
  • อ่านทั้งหมด
    มุมของมีชัย ถาม-ตอบ กับมีชัย
    มุมของมีชัย
  • ความคิดเสรีของมีชัย
  • เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
  • เรื่องสั้น
  • จดหมายถึงนาย
  •  
     
    เรื่องสั้น

    ความ(ใฝ่)ฝัน

    ผมชื่อ “บุญน้อย” ใคร ๆ เขาอยากให้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ เพราะเกรงว่าจะไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนใครอื่นเขา แต่ผมเห็นว่าผมจะเจริญหรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียรของผม ไม่ควรจะเกี่ยวกับชื่อ เพราะถ้าชื่อสามารถบันดาลให้ดีได้ คนที่ชื่อบุญมาก คงไม่ถูกใบแดงจาก กกต. หรือคนที่ชื่อ “มีทรัพย์” คงไม่นั่งทำงานเป็นเสมียน มีเงินใช้ไม่ชนเดือนจนทุกวันนี้ ส่วนคนที่ชื่อ “บริสุทธิ์” เพิ่งจะถูกจับในข้อหาค้ายาเสพติดไปเมื่อสองสามวันก่อน ผมเลยไม่ยอมเปลี่ยนชื่อตามคำแนะนำของใครต่อใคร เพราะถึงอย่างไรก็เป็นชื่อที่พ่อแม่ตั้งมาให้ ย่อมมีสิริมงคลเพียงพอแล้ว


    ผมเป็นคนเกิดต่างจังหวัดค่อนข้างจะห่างไกลจากกรุงเทพมาก เมื่อสมัยเด็ก ๆ เวลามีการเลือกตั้งทีไร ผมรู้สึกตื่นเต้น และสนุกสนาน ไม่แพ้ในเวลาที่มีงานวัด อันที่จริงสำหรับเด็ก ๆ ทั่วไป การหาเสียงก็คืองานวัดอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่ผู้สมัครไปปราศรัย มักจะต้องอาศัยบริเวณวัดเป็นหลัก เมื่อมีผู้คนไปชุมนุมกันที่ไหน ย่อมมีของกิน ของเล่น ไปขายที่นั่น เด็ก ๆ จึงพลอยสนุกสนานและได้เห็นของแปลก ๆ ไปด้วย


    แต่สำหรับผมแล้ว มีความตื่นเต้นมากกว่าคนอื่น ๆ เพราะผมชอบเดินตามขบวนหาเสียงที่ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในความรู้สึกของผมผู้สมัครแต่ละคนมีท่าทางบุญหนักศักดิ์ใหญ่ยิ่งนัก แต่แม้กระนั้นท่านก็เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน พบใครไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวหรือแก่เฒ่า ท่านยกมือไหว้ไปทั่ว เรียกว่าเห็นอะไรวูบวาบ ท่านเป็นต้องยกมือไหว้ไว้ก่อน บางทีเลยเผลอยกมือไว้ต้นไม้ ก็ยังเคย จะพูดจะจาช่างน่าเชื่อถือ เต็มไปด้วยความรู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมากจากที่ไหนมาก่อน บางคนใจกล้าถึงกับด่าว่ารัฐมนตรีอย่างตรง ๆ โดยไม่กลัวตาย เวลาที่ท่านปราศรัยที่ลานวัดยิ่งทำให้ผมตื่นเต้นยิ่งขึ้น เพราะแต่ละท่านช่างรู้ปัญหาของบ้านเมืองไปหมดทุกแง่ทุกมุม และมีวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ที่สำคัญท่านได้สัญญาว่า เมื่อท่านได้เป็นผู้แทนแล้วในตำบลหมู่บ้านที่พวกผมอยู่อาศัย จะมีถนนหนทางเรียบเหมือนกรุงเทพ จะมีไฟฟ้าใช้ มีน้ำไหลมาจากท่อให้ได้ใช้กันถึงในบ้าน โดยไม่ต้องไปหาบจากแม่น้ำอย่างที่ผมต้องทำอยู่


    เมื่อท่านได้รับเลือกตั้งแล้ว และมาเยี่ยมเยือน ผมได้เห็นถึงความแตกต่างในรัศมีแห่งความมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มากยิ่งขึ้น พวกเราพากันดีใจ และรีบยกมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม จนท่านไม่มีโอกาสที่จะไหว้พวกเราก่อนเหมือนอย่างตอนหาเสียง แต่ท่านจะทักทายทุกคนที่ปะหน้าว่าสบายดีหรือ เพียงเท่านี้เราก็ปลื้มเปรมกันไปหลายวัน แต่จนผมโตเป็นหนุ่ม ถนนในตำบล ยังเหมือนเดิม เรายังอาศัยน้ำในคลองเป็นแหล่งสำคัญในการกินและใช้ เพิ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี่เองจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น


    ภาพที่น่าตื่นเต้น เร้าใจ และสวยงามอย่างว่า ทำให้ฝังอยู่ในใจผมตลอดมา ว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนกับเขาบ้าง แต่เมื่อโตขึ้น ๆ ผมจึงรู้ว่าการจะหาเสียงไม่ใช่ของง่าย ๆ ต้องใช้ทุนรอนมหาศาล ยิ่งในระยะหลัง ๆ มีการแจกของบ้าง ให้ค่ารถไปนั่งฟังการปราศรัยบ้าง และให้เงินเป็นสินน้ำใจในการไปลงคะแนนบ้าง ซึ่งคนอย่างผมคงไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาได้มากมายพอที่จะใช้จ่ายอย่างนั้นได้


    แต่ผมก็ยังมีความฝันของผมตลอดมา


    เมื่อเรียนจบ ป.๖ จากโรงเรียนวัดข้างบ้านแล้ว ผมไม่ได้เรียนต่อที่ไหนอีก ได้แต่ช่วยพ่อแม่ทำนาไปวัน ๆ จนโตเป็นหนุ่มบวชเรียนแล้ว โชคดีไปได้ภรรยาที่พอมีฐานะดีหน่อย พ่อตาแม่ยายจึงช่วยซื้อรถกะบะเล็ก ๆ ให้คันหนึ่งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน จะได้ไม่ต้องไปลำบากลำบนในการทำนาเหมือนแต่ก่อน ผมกับเมียได้อาศัยรถกะบะที่มีอยู่ไปซื้อผลไม้จากระยองบ้าง จันทบุรีบ้าง มาตระเวณขายในที่ต่าง ๆ ในอำเภอที่ผมอยู่และใกล้เคียง ผมกับภรรยาตะรอน ๆ ไปทั่ว สุดแต่จะมีถนนให้ขับไปได้ถึงไหน ระยะใดที่ภรรยาคลอดลูกและลูกยังเล็กอยู่ ภรรยาผมก็จะอยู่บ้าน ส่งน้องเมียซึ่งมีหลายคนให้ไปช่วยผมขายของ ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่รู้จักชาวบ้าน และชาวบ้านก็รู้จักผม อย่างใกล้ชิด เป็นกันเอง รู้ปัญหา รู้สารทุกข์สุกดิบของชาวบ้านเป็นอย่างดี


    ในการค้าขายของผม ผมไม่เคยเอาเปรียบชาวบ้าน ของที่เพิ่งรับมาใหม่ ยังสด ๆ อยู่ ผมก็ขายราคาสูงหน่อย แต่ไม่สูงจนเกินไปนัก ถ้าเป็นผลไม้ที่ค้างหรือเหี่ยวแล้ว ผมจะลดราคาให้ตามสมควร เมื่อหักต้นทุนและค่าโสหุ้ยจิปาถะแล้ว พอมีกำไรบ้างนิดหน่อย พอได้อาศัยเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉินบ้าง ข้อสำคัญผลไม้ของผมจะมีคุณภาพตามที่บอกไว้ ผมไม่เคยประพฤติในทางฉ้อโกงหรือเอาเปรียบใคร ใครซื้อเงาะหรือผลไม้อื่นจากผมจะได้คุณภาพตรงตามราคาที่ซื้อ เรียกว่าบนปากถุงเป็นอย่างไร ก้นถุงก็เป็นอย่างนั้น ผมไม่ทำอย่างแม่ค้าตลาดในเมืองใหญ่ ๆ ชาวบ้านทั่วไปรู้ดีว่าผมเป็นคนซื่อตรง เครื่องชั่งของผมสามารถตรวจวัดได้ตลอดเวลาว่าเที่ยงตรงได้มาตรฐาน เว้นแต่มันจะอ่อนหรือแก่ไปตามธรรมชาติของมันเอง ผมไม่เคยไปทำอะไรกับมัน


    ในหมู่บ้านที่ผมอยู่ ผมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มานะอดทน หนักเอาเบาสู้ ไม่แพ้ใคร เพราะไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องผมไม่เคยหยุด เพราะผมรู้สึกอยู่เสมอว่า ถ้าผมไม่ไปขายตามกำหนดเวลาหรือเส้นทางที่เคยทำเป็นประจำ ชาวบ้านจะเดือดร้อน ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับชาวบ้านจึงเป็นเรื่องของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นภาระหน้าที่ที่ผมจะต้องยึดถือไม่ทอดทิ้ง


    สำหรับการศึกษาที่เรียนมาน้อย ผมไม่ได้ท้อถอย เมื่อรู้ว่ามีโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ที่ทางการมาเปิดสอน ผมก็ไปสมัครเรียน เสาร์อาทิตย์ที่ผมต้องไปเรียน ผมก็ให้เมียบ้าง น้องเมียบ้าง ไปขายของแทน ผมบากบั่นจนจบหลักสูตร พอที่จะไปเรียนระดับอุดมศึกษาได้ และในที่สุดผมก็จบปริญญาตรี ครอบครัวผมตื่นเต้นกันมาก ทุกคนไม่ยอมพลาดที่จะไปในงานพระราชทานปริญญา ผมจึงต้องหยุดกิจการค้าชั่วคราวเป็นครั้งแรก เพื่อขนเมียและลูก ๆ พ่อตาแม่ยาย พี่เมีย น้องเมียรวมสิบกว่าคนไปในงานพระราชทานปริญญาที่กรุงเทพ


    ผมกลายเป็นผู้มีการศึกษาสูง สำหรับคนในตำบลที่ผมอยู่ แต่ผมมิได้เห่อเหิมต่อปริญญาที่ได้มา ยังคงประกอบอาชีพขายผลไม้อยู่เช่นเดิม


    วันหนึ่งความฝันของผมทำท่าว่าจะเป็นความจริง เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อปฏิรูปการเมืองให้ดีขึ้น


    ตามที่ท่านผู้รู้ได้เฝ้าชี้แจงและอธิบายให้ฟัง ผมสรุปได้ว่าความหวังทั้งปวงของการปฏิรูปการเมือง จะอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งใหม่ภายหลังจากที่สภาชุดเดิมสิ้นอายุหรือมีการยุบสภา มีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้เขตเล็กลง เพื่อคนดี จะได้แข่งขันกับคนมีเงินที่มาจากต่างถิ่นได้


    ข้อสำคัญการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เรียกกันว่า กกต. คอยดูแลให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ให้ผู้สมัครออกนอกลู่นอกทาง คนมีเงินก็จะไม่สามารถใช้เงินไปซื้อเสียงหรือแจกของเหมือนก่อนได้


    ตามคำชี้นำของนักวิชาการท่านบอกว่า คนดีที่ประชาชนควรจะเลือกจะต้องเป็นคนคลุกคลีใกล้ชิดกับประชาชน รู้ปัญหาทุกข์สุขของประชาชนเป็นอย่างดี มีความสำนึกในความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน มีการศึกษาดี และที่สำคัญเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตไม่คดโกงใคร ประกอบอาชีพอย่างสุจริต


    ผมได้ฟังคำอธิบายของนักวิชาการแล้ว ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เพราะโอกาสของผมมาถึงแล้ว


    ผมมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่เขาอธิบายไว้ทุกประการ ดังที่ได้เล่ามาข้างต้น


    ปัญหาจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตรงที่ผมไม่มีเงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก เพราะเป็นความตั้งใจของการปฏิรูปการเมืองที่จะไม่ให้ใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งอยู่แล้ว


    ตลอดเวลาที่ขายผลไม้มา ผมได้อดออม เก็บหอมรอมริบเงินไว้ได้ก้อนหนึ่งประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าบาท บัดนี้ชาติกำลังต้องการคนดีไปช่วยทำงาน ผมควรยอมเสียสละเงินก้อนนี้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เพื่อสานความฝันของผมให้เป็นความจริง และเป็นการอุทิศตนเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมืองพร้อม ๆ กันไป


    ผมรู้แล้วว่าถ้าผมไปสมัครเข้าพรรคใหญ่ ๆ ที่กำลังดัง ๆ กันอยู่ เขาคงไม่ยอมรับผม ผมจึงไปด้อม ๆ ดูพรรคเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก หลังจากตระเวณดูอยู่สองสามพรรคผมก็ตัดสินใจเลือกพรรคหนึ่งซึ่งมีหัวหน้าพรรคเป็นคนกลางคน พูดจาเป็นหลักเป็นฐานน่าเชื่อถือ เขาให้อิสระกับผมมาก โดยพรรคจะออกหนังสือรับรองให้ไปสมัครในนามพรรค และพรรคจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิธีการหาเสียงของผม ทั้งยังให้สัญญาเป็นมั่นเหมาะว่าถ้าพรรคได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผมจะได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีแน่นอน คำมั่นสัญญานี้ทำให้ผมนอนตาค้างอยู่หลายคืน เพราะอดคิดวางแผนไว้ในใจไม่ได้ว่าถ้าผมได้เป็นรัฐมนตรีแล้วผมจะทำอะไรให้กับชาวบ้านของผมตื่นเต้นได้บ้าง


    หลังจากยื่นใบสมัครซึ่งต้องเสียค่าสมัคร ค่าถ่ายรูป และเอกสารอื่น ๆ อีกจิปาถะทำให้หมดเงินไปเกือบสองหมื่นบาท ผมจึงเริ่มดัดแปลงรถขายผลไม้คู่ชีพของผมให้เป็นรถหาเสียงไปในตัว โดยจ้างเด็กข้างบ้านที่พอมีหัวทางศิลป์ให้เขียนป้าย มีรูปผมพร้อมทั้งคำขวัญประจำตัว เพื่อติดตั้งที่ด้านข้างทั้งสองด้านของรถกะบะ ลำโพงและเครื่องขยายเสียงผมมีอยู่พร้อมแล้ว เพียงเท่านี้ผมก็พร้อมที่จะออกโฆษณาหาเสียงได้


    ในระยะเริ่มต้นผมหาเสียงไปด้วยและขายผลไม้ไปด้วย เพื่อเป็นการทำมาหากินไปตามปกติ เพียงแต่ถุงใส่ผลไม้ที่เคยเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์บ้าง ถุงสีน้ำตาลบ้าง ผมได้เปลี่ยนเสียใหม่ โดยใช้กระดาษสีน้ำตาลเป็นหลัก และใช้ตรายางปั๊มไปบนถุงทั้งสองด้าน เพื่อบอกชื่อเสียงเรียงนาม สังกัดพรรคการเมือง และหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ผมเสียค่าตรายางไปเพียง ๒๐๐ บาท ผมก็มีเอกสารแทนแผ่นปลิวแจกให้ชาวบ้านไปทั่ว ในขณะที่รถแล่นไปตามที่ต่าง ๆ หรือจอดขายในที่ชุมนุมชน ผมก็ประกาศขายผลไม้ไปพร้อม ๆ กับประกาศให้ชาวบ้านรู้ถึงการสมัครรับเลือกตั้งของผม บางทีก็ร้องเป็นเพลงลิเก ขายผลไม้ไปด้วยประกาศสรรพคุณของผมไปด้วย ผู้คนจึงมารุมฟังกันไม่น้อย หิวหนักก็มาซื้อผลไม้กินไปพลาง นอกจากจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าให้มาฟังแล้ว ผมยังพลอยมีรายได้ไปด้วย ตัวอย่างลิเกที่ผมร้องมีว่าดังนี้


    “พ่อบุญน้อยกลอยใจ ขายผลไม้ไทย ๆ มาก็นานช้า เป็นคนดีมีศีลธรรม ขอพ่อแม่อุปถัมภ์ ช่วยจดจำเบอร์ห้าสิบห้า เลือกผมไปเป็นผู้แทน เพราะคนดีกำลังขาดแคลน มองทั่วแว่นแคว้นยังยากจะหา ผมจะทำหน้าที่ให้ดี เรื่องทุจริตอัปรีย์ ผมไม่มีวันกล้า เลือกผมสักคนสิครับ อย่านอนหลับเมินเฉย อย่าปล่อยปละละเลย เหมือนที่เคยมีคนว่า ไปเลือกพ่อบุญน้อยวนิพก ในวันที่หกมกรา…..”


    ผมหาเสียงทำนองนี้ได้ไม่นาน ก็ได้ข่าวว่า กกต.วินิจฉัยว่าผู้สมัครที่เป็นศิลปินจะไปเที่ยวได้แสดงตามงานต่าง ๆ ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการจัดการแสดง ผมเลยตีความว่าผมเป็นคนขายผลไม้ ระหว่างหาเสียงจึงย่อมขายผลไม้ไปด้วยไม่ได้ ที่จะร้องลิเกในการหาเสียงก็คงจะยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ ต่อมา กกต.ท่านก็วินิจฉัยว่าการแจกปฏิทินที่เป็นแผ่นเล็ก ๆ ก็ทำไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง การที่ผมทำถุงใส่ผลไม้แล้วมีชื่อเสียงเรียงนาม พร้อมทั้งเบอร์ประจำตัวอยู่ข้างถุงด้วย ก็คงจะทำไม่ได้เช่นกัน นี่ยังเคราะห์ดีที่ตอนที่ผมทราบข่าวนี้พอดีถุงที่ทำไว้ใช้หมดพอดี จึงไม่เสียของเปล่า ยิ่งต่อมามีข่าวว่ามีการยึดสิ่งของที่ผู้สมัครไปแจกให้ชาวบ้านโดยมีเบอร์และชื่ออยู่ที่สิ่งของด้วย และ กกต.ท่านออกมาบอกว่า เข้าข่ายในการทำผิดกฎหมาย ผมถึงกับขนหัวลุก นี่ถ้าใครเอาเงาะหรือลำใยที่ใส่อยู่ในถุงกระดาษที่มีชื่อและเบอร์ของผมติดอยู่ไปมอบให้ กกต. ผมมิถูกเขาแจกใบแดงไปแล้วหรือ เดชะบุญที่ชาวบ้านที่มาซื้อผลไม้ล้วนแต่กินหมดภายในวันสองวัน ส่วนถุงกระดาษก็ไม่มีใครติดใจเก็บไว้ โยนทิ้งถังขยะไปหมดแล้ว จึงไม่เหลืออะไรส่งไปให้ กกต. ถ้าหากบังเอิญจะมีหลงเหลือเกินสองวันไปบ้างก็คงจะเน่าเสียหมดแล้ว ผมเลยรอดตัวไป


    ปัญหายังมีตามต่อมาอีกว่า ผมจะต้องคอยเก็บรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งส่งให้สมุห์บัญชีเลือกตั้งส่วนตัวของผมเพื่อคอยลงบัญชีไว้ เพราะพรรคการเมืองที่ผมสังกัดเขาไม่ทำอะไร ผมตั้งเมียผมให้เป็นสมุห์บัญชีเลือกตั้งประจำตัว ทำให้เมียผมปลื้มอยู่หลายวัน เพราะยังไม่ทันที่ผมจะได้เป็นอะไร เมียผมก็มีตำแหน่งใหญ่โตเสียแล้ว เพราะเขาถือว่าตำแหน่งของเขาใหญ่พอ ๆ กับสมุห์บัญชีธนาคาร


    ในการเก็บรายละเอียดของค่าใช้จ่ายผมเริ่มจะแยกไม่ถูกว่า เวลาที่ผมขับรถไปขายผลไม้แล้วหาเสียงไปด้วย จะคิดค่าจ้างยานพาหนะอย่างไร เพราะรถผมก็ไม่ได้เช่า ค่าน้ำมันรถจะแบ่งกันอย่างไร วันไหนผมไม่ได้ขับเองแต่ให้น้องเมียผมขับ ผมจะต้องสมมุติว่าเขาควรจะได้ค่าจ้างวันละเท่าไร เพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ถุงใส่ผลไม้ที่มีข้อความโฆษณาหาเสียงของผมด้วย จะคิดแบ่งกันอย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาไปทุกเรื่องทุกราว


    ผมต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะผมกำลังอาสาชาวบ้านไปเป็นผู้แทนซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการออกกฎหมายมาใช้บังคับกับชาวบ้าน ผมจึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยการทำผิดกฎหมาย หรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย เสียเอง


    เพื่อตัดปัญหาให้หมดไป หลังจากที่ปรึกษากับเมีย ลูก ๆ พ่อตา แม่ยาย และน้องเมีย (ก็เราอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรที่สำคัญ ๆ ก็ต้องปรึกษาหารือกัน) แล้ว ผมจึงตัดสินใจหยุดขายผลไม้เสียชั่วคราว เพื่อตั้งหน้าตั้งตาหาเสียงแต่เพียงอย่างเดียว


    แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น ถ้าเราไม่มีรายได้จากการขายผลไม้มาจุนเจือ เงิน ๘๐,๐๐๐ บาทที่กะไว้ว่าจะใช้ในการหาเสียง ก็จะถูกเบียดเบียนไปเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันเสียบางส่วน ค่าน้ำมันรถก็จะต้องจ่ายจากเงินจำนวนนั้นแต่เพียงทางเดียว กว่าจะถึงวันเลือกตั้งอาจจะหมดเสียก่อน ผมจึงต้องนั่งนึกหาหนทางหาเงินรายได้มาจุนเจือครอบครัวไปด้วย


    ที่โบราณเขาว่าคนดีมีผีคุ้มนั้น น่าจะถูก


    ผมกำลังอับจนปัญญาอยู่พอดี วันหนึ่งมีผู้ใหญ่บ้านมาบอกว่าวันนี้จะมีพรรคการเมืองใหญ่มาปราศรัยหาเสียงที่โรงเรียนประจำอำเภอ เขาอยากให้คนไปฟังมาก ๆ โดยมีค่ารถ และข้าวห่อแจกให้ด้วย ผมไม่อยากขัดใจผู้ใหญ่บ้านก็เลยรับปากว่าจะไป และไหน ๆ จะไปกันแล้วก็เลยขนเมีย ลูก พ่อตา แม่ยาย และน้องเมีย ไปกันหมดบ้าน ถือเสียว่าเป็นการไปเที่ยวพักผ่อน เพราะถึงอย่างไรตอนค่ำ ๆ ปกติผมก็ไม่ได้ออกไปตระเวนหาเสียงอยู่แล้ว และเมื่อยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่ เลยรับอาสาผู้ใหญ่บ้านว่ารถผมถ้านั่งเบียด ๆ กันหน่อย ก็พอจะไปกันได้สัก ๑๕ คน บ้านผมมีอยู่แล้ว ๑๐ เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่มีรถไปก็ไปกับผมได้อีก ๕ คน ก่อนจะไปเพื่อไม่ให้เป็นที่ลำบากใจกัน ผมเลยถอดป้ายหาเสียงของผมที่ติดอยู่ข้างรถออกเสียก่อน


    เมื่อไปถึงเราไปนั่งรวม ๆ กับคนในหมู่บ้านตามที่ผู้ใหญ่บ้านสั่งไว้ มีคนมาฟังกันมากพอสมควร ผมฟังแล้วก็อย่างนั้น ๆ ไม่ตื่นเต้นเหมือนที่เคยฟังเมื่อตอนเด็ก ๆ อาจจะเป็นเพราะรู้อะไรต่ออะไรมากขึ้นก็เป็นได้ (ผมยังนึก ๆ อยู่ในใจว่าหลายคนที่ขึ้นไปพูด พูดไม่ประทับใจเท่าเวลาที่ผมหาเสียงด้วยซ้ำไป ทำให้ครึ้มอกครึ้มใจพอสมควร) พอเริ่มจะค่ำ ผู้ใหญ่บ้านเอาข้าวห่อมาแจก เป็นข้าวราดพะแนงกับไข่พะโล้ห่อละหนึ่งใบ อร่อยดีกว่ากินข้าวที่บ้านเสียอีก เมื่อเลิกปราศรัยแล้ว ผู้ใหญ่บ้านยังเอาเงินมาให้เป็นค่ารถอีกคนละ ๑๐๐ บาท วันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้ว ผมเลยได้เงินมาอีก ๑,๐๐๐ บาท พอเป็นค่าน้ำมันไปได้สองวัน


    ผมจึงเกิดความคิดในทางสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เหมือนฟ้าประทานให้กับคนดีที่จะเข้าไปสู้กับความไม่ดี


    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมจึงจัดตารางการหาเสียงของผมเสียใหม่ โดยหาเสียงตั้งแต่เช้ามืดจนถึงประมาณบ่ายสามโมง แล้วกลับบ้านถอดป้ายหาเสียงข้างรถออก รับลูก เมีย พ่อตา แม่ยาย และน้องเมีย ไปฟังเขาหาเสียง เป็นการทุ่นค่าข้าวมื้อเย็นของครอบครัวไปหนึ่งมื้อ ถ้าในวันเดียวกันมีสองแห่ง ผมจะเลือกดูว่าพรรคไหนท่าทางจะจ่ายค่ารถดีกว่ากัน แล้วไปฟังการปราศรัยของพรรคนั้น หรือบางทีไม่แน่ใจ และมีพรรคหนึ่งมาปราศรัยในระยะที่พอเดินไปได้ ผมก็จะแบ่งทีมของผมออกเป็น ๒ ทีม เพื่อไปทั้งสองแห่ง จะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันว่า พรรคไหนอาหารอร่อยกว่ากัน และใครแจกค่ารถมากกว่ากัน


    บางทีผมก็เก็งผิดเหมือนกัน นึกว่าพรรคที่จะไปฟังจะอู้ฟู่กว่า ครั้นเอาเข้าจริงเขาแจกค่ารถเพียงคนละ ๕๐ บาท แถมอาหารก็ไม่อร่อย ส่วนอีกพรรคหนึ่งซึ่งดูท่าทางซอมซ่อกลับมีอาหารอร่อยกว่า และแจกค่ารถมากกว่า แต่ผมก็ถือว่าเป็นประสบการณ์แห่งชีวิต และเป็นบทเรียนว่าในการตัดสินใจในเรื่องใด ๆ นั้นจะต้องได้ข้อมูลให้ครบถ้วนเสียก่อน มิฉะนั้นอาจผิดพลาดได้


    เมื่อไปฟังได้สักสองสามครั้ง ผมเกิดความคิดเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ แทนที่ผมจะรับชาวบ้านไป ผมก็ขนส้มและถั่วต้มติดรถไปด้วย ระหว่างที่ผมไปนั่งรวมกลุ่มฟังการปราศรัย ผมให้สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว เปิดท้ายรถขายของไปพลาง ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะตากแดดกันนาน ๆ ก็หิวน้ำได้ หรือในระหว่างฟังถ้ามีถั่วต้มเคี้ยวไปด้วย จะทำให้เพลิดเพลินดี บางทีถ้าคนแน่นมาก ๆ ก็เป็นเครื่องมือไล่ไม่ให้ใครมานั่งเบียดได้ชะงัดนัก ยิ่งแต่ละคนรู้แล้วว่าเมื่อเสร็จสิ้นการปราศรัยจะได้เงินติดมือกลับบ้าน ก็เลยใช้จ่ายกันตามสบาย ทำให้ผมขายของได้หมดทุกครั้ง จนต้องเพิ่มปริมาณขึ้นทุกที


    ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการหาเสียง และการหาเงินมาจุนเจือครอบครัวของผมจึงหมดไปด้วยวิธีนี้ ปัญหาที่ไม่รู้จะเฉลี่ยค่าใช้จ่ายอย่างไรกับการหาเสียงและการขายผลไม้ก็หมดไป เพราะผมถือว่าในเวลาที่ผมไปฟังคนอื่นปราศรัย ผมไม่ได้หาเสียง ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจึงไม่อาจนำมารวมกับค่าใช้จ่ายในการหาเสียงได้ เพราะเป็นการใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น


    การแจกเงินเป็นค่ารถในการฟังการปราศรัยหรือแจกข่าวห่อของพรรคใหญ่ ๆ ได้กลายเป็นประโยชน์มหาศาลแก่ผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในที่สุดพรรคใหญ่ ๆ แต่ละพรรคต่างก็คอยจับตาดูซึ่งกันและกัน และหาพยานหลักฐานส่งไปให้ กกต.พิจารณา ว่ามีการแจกเงินซื้อเสียง กกต.พิจารณาแล้วก็ฟันธงว่าทำผิดและแจกใบแดงให้แก่ผู้สมัครของพรรคใหญ่ ๆ ทั้งสองพรรค การที่ กกต.ทำงานได้สำเร็จเพราะผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ต่างให้ความร่วมมือ และนำพยานหลักฐานส่งให้ กกต.กันมาก ใครที่รู้เห็นกับตาก็เดินทางไปเป็นพยานด้วยตนเอง คนทำผิดจึงยากที่จะปฏิเสธได้ แต่ในฐานะที่ผมเป็นผู้สมัครด้วยผมจึงหลีกเลี่ยงที่จะไปฟ้องร้องหรือเป็นพยานให้ใคร เพราะจะเท่ากับทำตัวไม่เป็นกลาง


    ในเขตเลือกตั้งที่ผมลงสมัคร มีคนสมัครอยู่เพียง ๕ คน ที่ผู้คนคิดว่ามีหวังจะได้รับเลือกมีอยู่เพียง ๒ คน ของพรรคใหญ่ ๆ ที่ถูกใบแดงไปแล้ว เหลืออีก ๓ คน ในจำนวนนี้ ๒ คน พรรคอื่นเขาส่ง ๆ ไปอย่างนั้นเอง ไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก และเจ้าตัวก็ไม่ได้ติดใจที่จะหาเสียงอย่างเต็มที่ ได้เงินมาจากพรรคแล้วก็เหน็บเอาเข้ากระเป๋าเสียเป็นส่วนใหญ่ นำมาใช้หาเสียงเพียงประปราย พอไม่ให้พรรคต้นสังกัดผิดสังเกต


    มีผมคนเดียวที่มีความตั้งใจจริง และตั้งหน้าตั้งตาหาเสียงอย่างเต็มที่ ไม่ท้อถอย ไม่ประมาท เหมือนนิทานเรื่องเต่าแข่งกับกระต่ายยังไงยังงั้น ในจำนวนสามคนชาวบ้านรู้จักผมมากที่สุด และมีความสงสารในความดี ความอดทน ความพยายามของผมเป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อสองคนของพรรคใหญ่ถูกใบแดง ชาวบ้านจึงหันมาเทคะแนนให้ผมด้วยความเต็มใจและสงสาร


    ผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาว่า ผมได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง แม้จะได้คะแนนเพียงหมื่นกว่าคะแนน แต่ก็ทิ้งคนที่สองและที่สามอย่างไม่เห็นฝุ่น ผมตื่นเต้นกันทั้งบ้าน มีผู้คนมาหา มาแสดงความยินดี และฝากฝังเรื่องราวต่าง ๆ กันทุกวัน ถ้าผมไม่ยั้ง ๆ ไว้บ้างคงจะหมดตัวและเป็นหนี้เป็นสินเขาแน่ ๆ เลย


    ผมสำรวจค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผมแล้ว ผมหมดเงินไปในการหาเสียงเลือกตั้งทั้งหมดประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท แต่ต้องมาเสียค่าเลี้ยงดูคนที่มาแสดงความยินดีไปอีก ๔๐,๐๐๐ บาท เงินที่เตรียมไว้จึงหมดพอดี ยังเคราะห์ดีที่ในระหว่างนั้นมีรายได้จากการไปนั่งฟังเขาปราศัยหาเสียงและขายผลไม้เหลือเก็บไว้อีก ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท จึงยังพอประทังไม่ให้สิ้นเนื้อประดาตัว


    เงินสองหมื่นกว่าบาทผมจะต้องกันไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดสากล (ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะแต่งกันไปทำไม ร้อนจะตายไป แถมยังแพงจนแทบกัดลิ้นตาย แค่เสื้อนอกกับกางเกงราคาตั้ง ๑,๕๐๐ บาท ) เสื้อแขนยาว เน็คไท ถุงเท้า รองเท้า ซึ่งเป็นของที่ผมไม่ได้ใช้จึงไม่เคยมีมาก่อน เพียงชุดเดียวหมดเงินไปอีกสองพันกว่าบาท ผมกะว่าถ้าเงินเดือน สส.ออกแล้วจะขวนขวายหาไว้อีกสักชุดหนึ่ง เผื่อไว้ผลัดเปลี่ยนกันไปซัก แต่ยังไง ๆ ตอนนี้ต้องสงวนเงินไว้ก่อน เพราะอาจจะต้องไปตัดชุดเครื่องแบบปกติขาวเตรียมไว้สำหรับเข้าพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินอีกเท่าไร


    เห็นเขาเล่ากันว่าเป็นผู้แทนแล้วจะนั่งเครื่องบินก็ได้ ทางราชการจ่ายค่าตั๋วให้ แต่เที่ยวแรกที่จะเดินทางไปรายงานตัวจะต้องออกเงินเอง ผมตั้งใจว่าไหน ๆ ในชีวิตยังไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลย น่าจะให้รางวัลตัวเองด้วยการควักกระเป๋านั่งเครื่องบินไปรายงานตัวให้เหมาะสมกับสถานภาพของผู้แทน ไม่ให้ใครมาดูถูกผู้แทนบ้านนอกได้ (ตอนหลังค่อยเอาไปเบิกเงินจากราชการมาคืน)


    ทีแรกลูกเมีย พ่อตา แม่ยาย และน้องเมีย ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำงานหาเสียงกันมาอย่างหนักเสนอว่าให้ขับรถกะบะคู่ชีพมารายงานตัว พวกเขาจะได้ตามมาดูเป็นขวัญตาด้วย แต่ผมเห็นว่าจะเป็นการเหนื่อยยากเกินไป เพราะทางไกล ที่สำคัญรถกะบะถูกใช้หาเสียงและไปฟังปราศรัยเสียจนโทรม ผมไม่แน่ใจว่าจะขับมาถึงกรุงเทพได้ นอกจากนั้น ผมเองยังไม่รู้ลู่ทางดีพอ เข้ามาคนเดียวค่อยคล่องตัวหน่อย พวกเขาก็เลยยอม แต่ยืนยันว่าในวันมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาซึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จด้วยนั้น เป็นตายอย่างไรพวกเขาจะต้องเข้ามาด้วย


    ผมลืมบอกไปว่าพรรคการเมืองที่ผมสังกัดนั้น มีผมได้รับเลือกตั้งเพียงคนเดียว แล้วนี่ความหวังที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือแม้แต่เข้าร่วมรัฐบาลจะยังมีอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ช่างเถอะเพราะเพียงลำพังได้เป็นผู้แทนราษฎร ผมคงสามารถทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนของผมและประเทศชาติเป็นส่วนรวมได้ไม่น้อยหน้าใคร


    ทันทีที่ผมได้รับเอกสารยืนยันการได้รับเลือกตั้ง ผมก็ออกเดินทางมารายงานตัวที่กรุงเทพโดยไม่รอช้า ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่ยังมีคนมารายงานตัวไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่ยังต้องไปเลือกตั้งรอบสอง รอบสาม บ้าง ถูกใบแดงไปภายหลังการเลือกตั้งบ้าง ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้สมาชิกครบจำนวน ๕๐๐ คน แต่ไม่เป็นไรถึงอย่างไรผมก็รอได้ ห่วงเพียงอย่างเดียวว่าเขาจะจ่ายเงินเดือนให้ผมนับแต่เมื่อไร เพราะทุนรองรังของผมชักจะร่อยหรอลงทุกที


    หลังจากรายงานตัวเสร็จแล้วผมเลยถือโอกาสเดินชมรอบ ๆ ที่ทำการรัฐสภา แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าพระบรมรูปของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ ที่ประทับตระหง่านเป็นสง่าอยู่ที่หน้ารัฐสภา


    ผมแหงนมองพระพักตร์ท่านแล้วน้ำตาไหลซึม ถ้าท่านทรงมีญาณวิถีใดที่จะได้ทรงทราบว่า นายบุญน้อย ลูกชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ทำมาหากินด้วยความสุจริต มีความซื่อสัตย์เป็นปฐม มีความอดทนและขยันหมั่นเพียรเป็นมัธยม และมีความตั้งใจดีที่จะอุทิศตนเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอุดม ยังได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนอันทรงเกียรติ์ พระองค์ท่านคงจะทรงยินดีที่พระปณิธานของพระองค์ท่านที่ทรงประสงค์จะสละอำนาจให้แก่ปวงชนชาวไทยได้สัมฤทธิ์ผลในคราวนี้แล้ว


    ผมยืนซึมจ้องพระพักตร์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ อยู่นานเท่าไรไม่รู้ มาสะดุ้งเอาเมื่อได้ยินเสียงเรียกโขมงโฉงเฉงว่า


    พ่อบุญน้อย ๆ


    มัวแต่นั่งหลับฝันหวานยิ้มแก้มตุ่ยอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวเงาะก็เน่าหมดหรอก คนเขารอซื้อกันยาวเหยียดแล้ว !!


    แม้ทั้งหมดนั้นจะเป็นเพียงความฝัน แต่ก็เป็นความฝันที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใคร และทำให้ผมอิ่มเอมเปรมใจไปได้ทั้งวัน


    วันหนึ่งความฝันของผมคงจะเป็นจริงจนได้ ถ้าผมไม่ตายเสียก่อน…///
     

    มีชัย ฤชุพันธุ์