ความคิดเสรีของมีชัย
เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
เรื่องสั้น
จดหมายถึงนาย
 
  • ปลอมแปลงเอกสาร
  •  
  • ค่าจ้างตามกฎหมายปกครอง
  •  
  • ปลัดปฏิบัติหน้าที่นายก อบต.
  •  
  • สัญญาจ้างทำของ
  •  
  • รับคนต่างด้าวอายุ30ปี เป็นบุตรบุญธรรม
  • อ่านทั้งหมด
    มุมของมีชัย ถาม-ตอบ กับมีชัย
    มุมของมีชัย
  • ความคิดเสรีของมีชัย
  • เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
  • เรื่องสั้น
  • จดหมายถึงนาย
  •  
     
    เรื่องสั้น

    ความ(ใฝ่)ฝันของพ่อบุญน้อย ตอน เลือกนายกรัฐมนตรี

    หลังจากที่เลือกประธานและรองประธานสภาทั้งสองคนแล้ว ในเย็นวันเดียวกันนั้นเองได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นอันว่าทั้งสามท่านได้ดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ แต่สภาจะยังไม่มีการประชุมจนกว่าจะถึงวันศุกร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ผมเลยโชคดีที่จะได้มีเวลาหยุด ๒ - ๓ วัน เพื่อที่จะได้ขับรถกระบะคู่ชีพของผมกลับบ้านเสียที ผมเอามันมาจอดทิ้งไว้ที่กรุงเทพหลายวันแล้ว จะขับไปไหนก็ไม่ได้ เพราะกลัวว่าจะไปกระทบกระทั่งใครเขาให้เสียหาย ก็การจราจรในกรุงเทพช่างมีรถยนต์มากมายเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเขาไปไหนกันทั้งวัน แม้แต่ตอนเย็นตอนค่ำก็ยังแน่นเป็นยัดทะนาน ไปไหนมาไหนทีผมปวดหัวไปหมด ยิ่งตอนจะข้ามถนนยิ่งตัวสั่นงันงก เพราะผมไม่เห็นมีใครเขาจอดให้คนข้ามตรงทางม้าลายเลย มีแต่จะรีบเหยียบคันเร่งให้ผ่านพ้นไปเร็วๆ ก่อนที่คนข้ามจะตัดหน้ารถของตัวไป ช่างน่าสงสารคนกรุงเทพ รวมทั้งคนบ้านนอก ที่พยายามตะเกียกตะกาย มาทำงานในกรุงเทพยิ่งนัก ผมภาวนาว่าอย่าให้ความเจริญแบบนี้มีไปถึงบ้านผมเลย ถึงอย่างไรพวกผมก็ยังอยากอยู่แบบ “พอเพียง” ตามแนวพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวมากกว่า


    ผมต้องรีบขับรถกลับบ้าน เพราะกิจการขายผลไม้ของผมหยุดมาหลายวันแล้ว เนื่องจากไม่มีรถที่จะไปซื้อของมาขาย ขืนหยุดต่อไปนอกจากครอบครัวผมจะไม่มีรายได้ แล้วชาวบ้านซึ่งเคยได้อาศัยซื้อผลไม้จากผมก็จะพลอยอดอยากไปด้วย ผมไม่อยากให้ชาวบ้านของผมเกิดความรู้สึกว่าพอผมได้เป็นผู้แทนแล้วผมเปลี่ยนแปลงไป


    ตอนนี้ผมพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง เพราะเงินที่ท่านหัวหน้าพรรคและคนอื่นๆ ในพรรคได้กรุณามอบไว้ให้ผมเป็นค่าใช้จ่ายนั้น ผมใช้ไปนิดเดียวเฉพาะค่าโรงแรมที่พัก ค่ากาแฟตอนเช้าและค่ารถเล็กน้อย ส่วนค่าอาหารนั้นตั้งแต่ผมมากรุงเทพมีใครต่อใครเชิญให้ผมไปกินข้าวทั้งกลางวันและเย็น ไม่ค่อยได้หยุด บางวันผมได้รับเชิญเฉพาะตอนกลางวัน บางวันเฉพาะตอนเย็น และบางวันก็ได้รับเชิญทั้งกลางวันและเย็น วันไหนได้รับเชิญแต่เฉพาะตอนกลางวัน ผมก็กินจนอิ่มเต็มที่ ตอนเย็นจึงเกือบไม่ต้องกินอะไร เพียงแต่ผลไม้นิดหน่อยก็อิ่มสบาย ส่วนวันไหนที่ได้รับเชิญแต่ตอนเย็น มื้อกลางวันผมจะกินข้าวแกงเพียงจานเดียว เพื่อจะได้เก็บเนื้อที่ในท้องไว้กินมากๆ ในตอนเย็น ซึ่งผมคิดว่าผมทำถูกแล้ว เพราะขนาดที่ผมเก็บท้องไว้แบบนี้ ทุกครั้งอาหารก็ยังเหลือบานเบอะ บางครั้งเขาสั่งเนื้อย่างเป็นชิ้นโต ๆ ที่เขาเรียกว่าสเต๊กมากินคนละชิ้น ส่วนที่เขากินเหลือยังมากกว่าเนื้อที่ผมใช้แกงกินกันทั้งบ้านเสียอีก จนผมอยากห่อเอากลับไปฝากเมียและลูกที่บ้านเพราะเป็นเนื้อที่สั่งมาจากเมืองนอกเสียด้วย แต่ทำอย่างนั้นคนเลี้ยงเขาคงดูถูกเอา ผมจำเป็นต้องรักษาเกียรติของ “สมาชิกผู้ทรงเกียรติ” ไว้ตามสมควร ผมเห็นคนกรุงเทพเขากินข้าวกันแต่ละมือแล้วอดใจหายไม่ได้ เพราะไม่รู้กินอยู่อะไรกัน ถึงได้มีกับข้าวกันมากมายขนาดนั้น ในขณะที่คนแถวบ้านผมมีกับข้าวเพียงอย่างเดียวก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อยได้ทั้งครอบครัว ที่สำคัญผมรู้สึกว่าคนกรุงเทพไม่ค่อยกินข้าวกันนัก ส่วนใหญ่กินแต่กับข้าว ถ้าผู้คนเปลี่ยนแปลงกันไปอย่างนี้ ต่อไปชาวบ้านของผมปลูกข้าวได้แล้วจะไปขายให้ใคร คงลำบากไม่น้อย


    สำหรับค่ากาแฟนั้น ในวันแรกผมไม่รู้เรื่อง ลงไปที่ห้องกาแฟของโรงแรม สั่งกาแฟมากินถ้วยเล็กนิดเดียว (ผมซดทีเดียวก็หมดแล้ว) แต่เขาคิดค่ากาแฟผมตั้ง ๘๐ บาท ทั้งๆ ที่รสชาดสู้กาแฟที่แถวบ้านผมไม่ได้ ตั้งแต่นั้นผมเลยไม่ยอมกินอะไรที่โรงแรมอีก ผมเดินไปกินที่รถเข็นริมถนน ซึ่งมีรสชาดใกล้เคียงกับกาแฟแถวบ้านผม ราคาก็ไม่แพงมากนัก ถ้ารวมปาท่องโก๋ด้วยทั้งหมดเพียง ๑๕ บาท เท่านั้นเอง ด้วยวิธีกินอยู่อย่างรู้คุณค่าของอาหาร ผมจึงมีเงินเหลืออีกไม่น้อย


    ผมเห็นว่าเงินที่ผมได้มานั้นเป็นเงินที่เขาให้มาโดยเสน่หา ก่อนจะออกจากกรุงเทพ ผมจึงแวะไปที่ตลาดสี่มุมเมือง เพื่อซื้อผลไม้ต่างๆ บรรทุกกลับบ้านจนเต็มคันรถ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะนำไปขายหรอก คิดแต่เพียงว่าผู้คนแถวบ้านผมได้อุดหนุนกิจการผมมานานแล้ว ทั้งตอนเลือกตั้งก็ยังอุตส่าห์ลงคะแนนให้ผม จนบัดนี้ผมยังไม่เคยตอบแทนหรือแสดงน้ำใจอะไรกับเขาเลย ผมจึงตั้งใจว่าจะนำผลไม้เหล่านี้ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านของผมกินโดยไม่คิดเงิน แต่ในระหว่างที่ขับรถไปนั้น ผมเกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัวว่า แล้วนี่ผมจะกลายเป็นคนทำผิดกฎหมาย จนได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติมิชอบ และได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตหรือไม่ เพราะผมเพิ่งได้เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้เองว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า ปปช. เขาออกระเบียบห้ามไว้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่รับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลใด ๆ เว้นแต่เป็นการรับโดยธรรมจรรยา และมีมูลค่าไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ทั้งยังจะต้องแจ้งให้ ปปช.ทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย หัวหน้าพรรคของผมรวมทั้งคนสำคัญอื่น ๆ ในพรรค ต่างมีเมตตามอบเงินให้ผมมาหลายหมื่นบาท ผมจะทำอย่างไรดี ความคิดของผมสับสนวุ่นวายไปหมดจนเหงื่อตก เพราะผมเผลอรับของเขามาแล้วโดยไม่ทันได้คิดอะไรมาก ผมอาจกลายเป็นคนทำผิดถึง ๓ กระทง คือ ประการแรกการรับเงินนั้นจะถือได้หรือไม่ว่าเป็นการรับโดยธรรมจรรยา ซึ่งผมยังไม่ถนัดนักว่าแปลว่าอะไร ประการที่สองผมรับเงินมาเกิน ๓,๐๐๐ บาทแน่ ๆ และประการที่สาม ผมไม่ได้แจ้งให้ ปปช.ทราบ ในประเด็นหลังนี้ยังไม่หนักหนานัก เพราะผมอาจกลับไปแจ้งในภายหลังได้ แต่สองประเด็นแรกนี่สิผมจะทำอย่างไร ผมได้ตั้งใจแล้วว่าผมจะเข้ามาทำหน้าที่ของผมโดยสุจริต ปฏิบัติตัวตามกฎหมายโดยเคร่งคัด เพราะต่อไปนี้ผมและคณะในสภาจะเป็นผู้ออกกฎหมายมาใช้บังคับกับประชาชน แล้วหากผมไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเอง จะใช้ได้ที่ไหน ถึงแม้จะไม่มีใครรู้ ผมก็ต้องหัดรู้จักอายแก่ใจตนเองให้เป็นนิสัยเสียก่อน แล้วนี่ยังไม่ทันไร ผมก็จะกลายมาเป็นผู้กระทำการละเมิดกฎหมายเสียเอง เดิมผมตั้งใจว่าเงินที่เหลือส่วนหนึ่งจะนำไปให้เมียผมเก็บไว้ อาจจะแบ่งให้พ่อตาแม่ยายบ้างตามสมควร แต่เห็นจะทำอย่างนั้นไม่ได้เสียแล้ว ผมคงต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้ก่อน เพราะถ้าขืนบอกให้เขารู้เขาจะเกิดความอยากได้ขึ้นมาได้ ทำให้เสียความรู้สึกไปเปล่า ๆ กลับไปกรุงเทพเที่ยวหน้าผมจะต้องไปปรึกษากับผู้รู้ทั้งหลายว่า การกระทำของผมเป็นความผิดหรือไม่ และถ้าเขาบอกว่าเป็นความผิดผมคงจะเอาเงินไปคืนคนที่เขาให้ และถ้าการให้นี้เป็นการให้ตามธรรมจรรยา ก็ตั้งใจว่าจะเก็บไว้เพียงรายละไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท เพื่อให้ถูกต้องตรงตามที่กฎหมายกำหนด และถือโอกาสแจ้งให้ ปปช. ทราบเสียในคราวเดียวกัน เมื่อคิดทางออกได้อย่างนั้นแล้ว ผมจึงค่อยโล่งใจขึ้น


    เรื่องที่สองที่ผมเป็นกังวลไม่แพ้กับเรื่องแรกก็คือ การเอาผลไม้ไปแจกชาวบ้านของผม จะกลายเป็นการให้ทรัพย์สินตอบแทนประชาชนในการเลือกผมเข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ เรื่องนี้ผมค่อนข้างจะลำบากใจไม่น้อย เพราะจะให้ผมนำผลไม้ที่ซื้อมาไปขายให้กับชาวบ้านในราคาตามปกติ ผมก็ละอายแก่ใจว่าเงินนี้ไม่ใช่เงินที่ผมทำมาหาได้โดยสุจริต หากแต่เป็นเงินที่ทางพรรคการเมืองให้มา ซึ่งยังเป็นปัญหาข้อกฎหมายอยู่ ว่าจะรับไว้ได้หรือไม่ ครั้นจะนำไปขายเพื่อนำเงินมาเป็นประโยชน์ส่วนตัว ผมก็สงสารชาวบ้านของผมว่า เมื่อผมได้ดีแล้วแทนที่เขาจะมีส่วนได้ร่วมแสดงความยินดีโดยไม่ต้องควักกระเป๋าสตางค์บ้าง ผมก็กลับมีอันเป็นต้องเอาสตางค์จากเขาเสียอีก แต่ถ้าผมให้เขากินฟรี ๆ โดยไม่คิดสตางค์ ผมอาจจะเสี่ยงต่อการถูกใบแดง และเป็นการไม่ซื่อทั้งต่อตนเองและต่อประชาชนที่เลือกผมเข้ามา อันที่จริงเรื่องนี้สำหรับคนอื่น ๆ ตามมาตรฐานของสังคมไทยทั่วไป ย่อมไม่มีปัญหา เพราะเขาประพฤติปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำโดยไม่มีใครต้องเสียเวลามานั่งคิดมากอย่างผม คนทั้งหลายอาจเห็นไปว่าผมเป็นคนเซ่อหรือโง่ก็ได้ แต่ผมคิดของผมว่าในเมื่อเราจะปฏิรูปการเมืองและสังคมไทย คนที่เป็นผู้นำในระดับ สส.ผู้ทรงเกียรติอย่างผม ถ้าไม่ทำตนเป็นตัวอย่างแล้ว เราจะปฏิรูปให้สำเร็จได้อย่างไร ผมคิดไปคิดมาแล้วผมมีทางเลือกอยู่ ๒ ทาง คือ ทางแรกนำผลไม้นี้ไปขายในราคาตามที่ซื้อมาบวกค่าขนส่งที่พึงจะมี แล้วนำเงินนั้นไปคืนหัวหน้าพรรคของผม ให้หมดเรื่องกันไป หรือนำเงินนั้นไปจัดตั้งเป็นกองทุนหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชุมชน หรืออีกทางหนึ่งผมนำผลไม้เหล่านี้ไปเลี้ยงเด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วเมื่อเวลาเงินเดือนผมออกแล้ว ผมจึงนำค่าผลไม้เหล่านี้ไปคืนให้กับหัวหน้าพรรค หรืออาจไม่ต้องคืนเพราะมีราคาไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท และผู้รู้ท่านวินิจฉัยว่าเงินจำนวนนี้เป็นการรับมาโดยธรรมจรรยาที่หัวหน้าพรรคพึงมีต่อลูกพรรค


    เมื่อผมคิดทางออกได้แล้ว (เพียงแต่ยังไม่รู้จะตัดสินใจว่าจะปฏิบัติไปตามแนวไหน แต่เมื่อถึงเวลาคงไม่ยากนัก) จิตใจจึงค่อยปลอดโปร่งพอที่จะร้องลิเกในระหว่างขับรถได้


    “พ่อบุญน้อยมีบุญเสริม วาสนาแต่งเติม ให้ได้เข้าสภา; ด้วยเดชะพระบารมี ปกเกล้าเกศี ทำให้มีหน้าตา; จะมุ่งหน้าทำงาน เพื่อชาวบ้านสดใส เพื่อประโยชน์ของชาวไทย ให้ได้ก้าวหน้า; จะทำตัวให้สุจริต ไม่ยอมคิดคดใคร ไม่ยอมรับสินบนใด ให้ใครมาชี้หน้า; จะไม่พูดจาเลอะเทอะ ให้เปื้อนเปรอะหูใคร ไม่พูดจาว่าร้าย ให้เสียดายเวลา; ผมจะเป็นผู้แทนที่ดี ให้เป็นศรีแก่…สภา”


    ผมจัดการเรื่องต่างๆ ทางบ้านเรียบร้อย และพักผ่อนอีกหนึ่งวัน รุ่งขึ้นผมต้องกลับเข้ากรุงเทพอีกครั้งหนึ่ง เพราะจะมีการประชุมสภาในวันศุกร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ เพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรี คราวนี้ผมเดินทางเข้ากรุงเทพด้วยเครื่องบิน เพราะผมได้รับบัตรที่สามารถนำไปขึ้นเป็นตั๋วโดยสารเครื่องบินได้แล้ว โดยผมไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง นับว่าทางราชการได้อำนวยความสะดวกให้แก่ สส.ไม่น้อย การขึ้นเครื่องบินของ สส.นี้ผมเคยเข้าใจผิดมานานแล้วว่าเป็นการขึ้นฟรี ความจริงแล้วหาได้ฟรีไม่ เพียงแต่ทางบริษัทการบิน รวมทั้งรถไฟ และรถเมล์ด้วย เขาไปเรียกเก็บเงินจากสภาในภายหลัง


    ผมเพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก จึงทำให้ตื่นเต้นมาก แต่ผมคงไม่เล่าไว้ในที่นี้ แต่จะเก็บไปเล่าให้ชาวบ้านของผมฟังในภายหลัง


    เช้าวันที่ ๙ ผมไปสภาแต่เช้าเพื่อจะได้ดูลาดเลาว่าใครบ้างที่จะอาสามาเป็นนายกรัฐมนตรี และจะได้ฟังหางเสียงคนอื่นๆ จากพรรคอื่นๆ ด้วยว่าเขาจะเลือกใครกัน เพราะผมเริ่มทำใจได้แล้วว่าผมคงไม่สามารถอาศัยการประชุมพรรคของผมเป็นแนวทางการตัดสินเรื่องใดๆ ในสภา ยิ่งเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว ผมยิ่งไม่จำเป็นต้องฟังมติของพรรคเลย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดแจ้งว่า ในการใช้ดุลพินิจเพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น สมาชิกทุกคนไม่ว่าจะสังกัดพรรคใด ต่างมีอิสระในการลงคะแนนโดยไม่อยู่ภายใต้อาณัติใดๆ ของพรรคการเมืองหรือของใคร เมื่อผมเองเป็นคนใหม่ในวงการเมืองจึงจำเป็นต้องหาข้อมูลให้มากๆ ไว้ จะได้รู้ว่าใครเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งอันสำคัญครั้งนี้


    เช้าวันนี้ที่สภามีความคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะสมาชิกแต่ละคนยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆ และเมื่อผมแอบเข้าไปยืนใกล้ๆ เพื่อฟังว่าเขาจะเลือกใคร เพราะอะไร ผมกลับไม่ได้ความรู้อะไรเลย เพราะเรื่องที่เขาคุยกันนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผมคิด หากแต่เป็นเรื่องของการถกเถียงถึงกลยุทธ์ในการประชุมว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้เปรียบเสียเปรียบกัน และจะทำอย่างไรจึงให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องอับอายขายหน้าหรือแพ้เกมในสภา ซึ่งผมก็ยังนึกไม่ออกว่าเขาจะทำกันไปทำไม นอกจากสมาชิกจะมีความคึกคักแล้ว สื่อมวลชนก็คึกคักไม่น้อยหน้ากัน ผมจึงเร่เข้าไปฟังการให้สัมภาษณ์ซึ่งมีอยู่เป็นจุดๆ พอผู้สื่อข่าวคนไหนจับใครมาสัมภาษณ์ได้ ผู้สื่อข่าวอื่นๆ ก็จะเฮโลมาจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่ ต่างคนต่างยื่นเครื่องอัดเสียงบ้าง ไมโครโฟนของทีวีบ้าง สับสนปนเปกันไปหมดจนน่ากลัวว่าไมโครโฟนคงจะได้ทิ่มปากผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าสักวันหนึ่งจนได้ แต่ผมฟังๆ ดูแล้วพบว่าสื่อมวลชนก็เหมือนกัน คือไม่มีใครถามว่าทำไมคนนั้นคนนี้จึงควรหรือไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี หากแต่ถามในลักษณะที่เหมือนๆ กับจะยุให้ตีกันอย่างนั้นแหละ เช่นถามฝ่ายหนึ่งว่าถ้ามีคนเสนอคนนั้นคนนี้ให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นควรให้มีการอภิปรายถึงความเหมาะสมหรือไม่เพียงไร เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ไปถามอีกฝ่ายหนึ่งเป็นทำนองว่าฝ่ายนั้นเขาว่าอย่างนี้ ท่านจะเห็นว่าอย่างไร คนตอบย่อมจะเกิดอารมณ์และตอบมาแรงๆ เมื่อได้คำตอบแล้ว จึงนำคำตอบนั้นกลับไปถามอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่คนละฝ่ายว่าเขาว่าอย่างนั้น ท่านเห็นอย่างไร ซึ่งแน่ละคนถูกถามย่อมมีอารมณ์มากยิ่งขึ้น ถ้าถามไปถามมาอย่างนี้ ไม่กี่หนทั้งสองฝ่ายคงยกพวกตีกันจนได้ ผมเลยรู้ในคราวนี้เองว่าเวลามีข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์หรือทีวีว่าคนนั้น “จวก” คนนี้ หรือคนนี้ “ฉะ” คนนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีนี้นั่นเอง สำหรับผมไม่ว่าจะเดินผ่านสื่อมวลชนกี่คนต่อกี่คน แม้จะพยายามยิ้มให้อย่างที่เขาเรียกว่า “ให้ท่า” แล้ว ก็ไม่เห็นมีใครเขาสัมภาษณ์ผมบ้างเลย ผมเลยต้องใช้วิชาที่เพิ่งเรียนรู้มาหยกๆ คือ พอเห็นกล้องทีวีที่ไหน ผมก็เล็งๆ ว่าคนให้สัมภาษณ์ยืนอยู่ตรงไหน แล้วผมจึงสอดตัวเองเข้าไปยืนอยู่ด้านหลังของเขา แล้วพยายามยิ้มบ้าง พยักหน้าบ้าง บางทีก็ทำหน้าขรึมๆ ส่ายหน้าน้อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อเขาเอาไปออกทีวี จะต้องติดผมอยู่ด้วย และในภาพนั้นจะต้องดูเหมือนว่า ผมเป็นคนกำกับหรือคนให้คะแนนแก่คนให้สัมภาษณ์ ซึ่งคงทำให้ดูโก้ดี การที่ไม่มีใครมาสัมภาษณ์ผมโดยตรง ผมเดาเอาว่าเขาคงเห็นว่าผมตัวคนเดียว ถามไปก็ไม่มีความหมายอะไรนัก จริงๆ แล้วถ้าเขามาถามผม ผมจะให้สัมภาษณ์ให้สะใจกันไปเลย ผมตั้งใจจะตอบว่า บ้านเมืองกำลังลำบาก จะมัวเสียเวลาชิงไหวชิงพริบกันไปทำไม แต่เสียดายที่ไม่ยักมีใครมาถามผมบ้าง


    เมื่อใกล้เวลาที่กำหนดไว้ เจ้าหน้าที่สภาเขากดออดเตือนเป็นระยะๆ เพื่อให้คนที่อยู่ตามระเบียง หรือห้องกาแฟ ไปเข้าห้องประชุม แต่ผมไม่เห็นมีใครเขาขยับกันเลย โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นสมาชิกมาหลายสมัย ผมเป็นคนหน้าใหม่จึงต้องพยายามทำตัวให้เคร่งคัดต่อระเบียบข้อบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบข้อบังคับที่เป็นขององค์กรของผมเอง มิฉะนั้นผู้คนภายนอกเขาจะดูหมิ่นเอาได้ว่า ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง เมื่อผมเข้าไปในห้องประชุมสภาปรากฏว่ามีคนนั่งกันมากแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนหน้าใหม่ ที่เป็นหนุ่มๆ สาวๆ ทั้งนั้น ผมเข้าไปได้สักครู่หนึ่ง ท่านประธานชั่วคราวซึ่งมีอายุมากที่สุดจึงเดินขึ้นบนบัลลังก์ เพื่อทำหน้าที่ชั่วคราว ในขณะที่ท่านเดินออกมานั่งมีเสียงออดดังขึ้น เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่าประธานออกมาแล้ว และสมาชิกจะต้องยืนขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประธาน และเมื่อท่านบอกให้นั่งลงทุกคนจึงนั่งลง นับว่าเป็นแบบพิธีที่ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่น้อย และอาจจะนับว่าเป็นการเคารพประธานในโอกาสเดียวที่สมาชิกพร้อมใจกันทำโดยไม่ประท้วงหรือแสดงอาการใดให้เห็นว่าเป็นการฝืนใจทำ แต่แม้กระนั้นผมยังสังเกตเห็นว่า ผู้คนที่นั่งอยู่ในสภามีน้อยกว่าจำนวนที่ควรเป็นมากนัก เมื่อสอบถามคนที่นั่งข้างๆ จึงได้ความว่าเป็นปกติที่คนที่มีประสบการณ์นานๆ เขาจะยังไม่เข้ามานั่งในห้องประชุม จนกว่าจะถึงเวลาที่สำคัญๆ หรือเมื่อจะมีการลงคะแนน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก ที่แต่ละคนลงทุนลงรอนกันไปจำนวนมาก เวลาหาเสียงก็แสนจะเหน็ดเหนื่อย เพื่อตะเกียกตะกายให้ได้เข้ามานั่งในสภา ครั้นพอได้รับเลือกตั้งแล้ว กลับไม่อยากนั่งในสภา กลับไปนั่งตามระเบียงทางเดินนอกห้องสภาเสียฉิบ นับเป็นพฤติกรรมที่ผมคงต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป ถ้าผมไม่ถูกกลืนเสียก่อน ผมตั้งใจว่าจะพยายามฝืนๆ พฤติกรรมนี้ให้ได้ อย่างน้อยๆ ก็สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ด้วยกัน


    เมื่อประธานชั่วคราวได้เริ่มต้นการประชุมด้วยการขอให้ทุกคนยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทุกคนได้ยืนขึ้นด้วยอาการอันสงบ ต่อจากนั้นเลขาธิการจึงได้อ่านพระบรมราชโองการให้สมาชิกฟัง นับว่าเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจ ใครจะนึกอย่างไรผมไม่รู้ แต่ผมคิดของผมตามประสาคนบ้านนอกที่มีแต่ความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ว่า การแสดงความเคารพต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ดีที่ยากจะหาได้จากที่ใดในโลก และเป็นสิริมงคลแก่ผู้กระทำ เพราะจะทำให้เกิดความสำนึกในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมดังที่ท่านได้ดำรงพระองค์เป็นตัวอย่างอันดีงามตลอดมา


    หลังจากนั้นท่านจึงให้เลขาธิการไปเชิญประธานและรองประธานตัวจริงมาทำหน้าที่ต่อไป และเป็นอันเสร็จภาระกิจชั่วคราวของท่าน ผมเองพลอยโล่งใจไปด้วยเพราะเห็นท่าทางที่ท่านเดินขึ้นบัลลังก์แล้ว ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าท่านจะเดินสะดุดอะไรจนหกล้มลง เพราะแม้ว่าหน้าตาท่านยังดูคล้ายกับวัยรุ่นแรกแย้ม (ไม่ใช่แย้มฝาโลงอย่างที่เด็กๆ ชอบพูดกันหรอกน่า) แต่สายตาท่านเป็นปัญหาอยู่มากจนทำให้เดินเหินไม่สะดวก


    เมื่อท่านประธานขึ้นไปพร้อมกับรองประธานทั้งสองท่านแล้ว ท่านได้เริ่มแสดงปาฐกถาเพื่อขอบคุณ และความตั้งใจที่จะทำตัวให้เป็นกลาง ตลอดจนขอร้องให้สมาชิกให้ความร่วมมือ แม้ว่าท่านจะเคยเป็นประธานมาก่อนหน้านี้ แต่การขึ้นไปทำหน้าที่ในวันแรกนี้ ดูยังสั่นๆ อยู่บ้าง แต่ยังดีกว่าให้ผมขึ้นไปเอง เพราะถ้าเป็นผมขึ้นไปละก็ ผมคงเดินตัวสั่นเป็นจ้าวเข้าตั้งแต่ก้าวย่างออกจากที่นั่ง และคงได้เดินชนอะไรต่อมิอะไรให้ขายหน้าผู้คนจนได้


    หลังจากแสดงปาฐกถาจบแล้ว (เขาเรียกอย่างนี้หรือเปล่าผมไม่ค่อยแน่ใจนัก ถ้าผิดไปก็ต้องขออภัย ถ้าผมอยู่ไปนานๆ ผมคงใช้ภาษาได้ถูกและคล่องขึ้น) ท่านได้ขอให้คนที่ยังไม่ได้มาในการประชุมคราวที่แล้วลุกขึ้นเพื่อปฏิญาณตน ผมได้ยินเข้าถึงกับสะดุ้ง เพราะนึกไม่ออกว่าใครมีธุระปะปังอะไรหนักหนาถึงกับไม่มาประชุมในวันประชุมครั้งแรก แต่นั่นแหละในสภาแห่งนี้มีเรื่องแปลกๆ อยู่เสมอ ผมอยู่นานๆ ไปคงจะได้พบเห็นอะไรที่แปลกๆ มากขึ้นจนชินไปเอง


    เมื่อปฏิญาณตนเสร็จแล้ว ประธานจึงหารือว่าในการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงยังไม่มีแบบประเพณีอะไรให้ยึดถือว่าจะสมควรทำกันอย่างไร จึงขอปรึกษาสมาชิกว่าจะสมควรให้มีการอภิปรายถึงความเหมาะสมและไม่เหมาะสมของคนที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีกันก่อน หรือจะให้ลงคะแนนทันที พอทันทีที่ประธานพูดจบ ผมได้เห็นเหตุการณ์ประหลาดอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในสภา คือมีคนยกมือกันพรึ่บ บางคนนั่งอยู่กับที่แล้วยกมือ บางคนก็ทำท่ายงโย่ยงหยกแล้วยกมือ บางคนถือกระดาษเปล่าๆ แล้วยกมือพร้อมกับสะบัดกระดาษไปมาเพื่อให้เห็นได้ชัดขึ้น บางคนนอกจากจะยกมือแล้วยังตะโกนเรียกท่านประธานๆ เพื่อให้ประธานหันมาเห็น และบางคนก็เพิ่งจะเดินเข้าประตูมา กลัวจะไม่ทันเพื่อนจึงรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่ง พร้อมทั้งยกมือมาด้วย ผมนั่งมองจนเพลินเลยลืมยกมือไป ทั้งๆ ที่ผมก็อยากจะพูดกับเขาเหมือนกัน เพราะมีการถ่ายทอดสดด้วย แต่ก็ดีแล้วเพราะในที่สุดท่านประธานท่านชี้ให้พรรคใหญ่ๆ เป็นคนพูดก่อน โดยให้พูดสลับกันระหว่างพรรคที่จะเป็นฝ่ายค้านกับพรรคที่จะเป็นฝ่ายรัฐบาล ในระหว่างที่มีการอภิปรายกันอยู่นั้น มีการประท้วงกันประปรายตามประเพณี เมื่อยังไม่ถึงคิวที่ผมควรจะได้พูด ผมจึงใช้เวลาเขียนข้อความที่ผมตั้งใจจะพูด และพยายามอ่านหลายๆ ครั้ง เพื่อจะได้คล่องปาก เผื่อบุญมาวาสนาส่ง ประธานจะชี้ให้ผมได้พูดบ้าง เหตุที่ผมเพิ่งจะมานั่งเขียนเอาในห้องประชุม ดูเหมือนกับว่าเป็นคนไม่ทำการบ้าน ก็เพราะผมไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องมีการพูดกัน นึกเอาเองว่าพอมาถึงคงได้ลงคะแนนกันเลย ต่อไปผมเห็นจะต้องเตรียมข้อความที่จะพูดมาก่อนทุกนัด โดยไม่ต้องสนใจว่าเขาจะประชุมกันเรื่องอะไรและจะมีประเด็นอะไร เพราะเท่าที่ฟังๆ บางคนพูด ผมนึกไม่ออกว่าเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังหารือกันอย่างไร เข้าทำนองไปไหนมาสามวาสองศอก ถ้าพูดแบบนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมที่จะเตรียมการพูดมาก่อนล่วงหน้า


    ท่านประธานท่านชี้มือให้สมาชิกจากพรรคต่างๆ พูดสลับกันไปเรื่อยๆ ผมก็นึกว่าเดี๋ยวก็คงมาถึงพรรคของผมบ้าง พอพรรคอื่นๆ ได้พูดกันใกล้จะครบแล้ว ผมจึงเริ่มยกมือ เพื่อให้ประธานได้เห็นไว้ล่วงหน้า แต่ท่านประธานก็ไม่ชี้ ท่านกลับไปชี้คนจากพรรคใหญ่ๆ ที่มีสมาชิกเคยพูดมาแล้ว เป็นการให้สมาชิกพรรคนั้นได้พูดอีกรอบหนึ่ง ผมจึงได้แต่อดทนรอ และยกมือทุกครั้งที่ผู้อภิปรายก่อนหน้านั้นอภิปรายจบลง แต่ก็ไม่เคยยกมือทัน และผมสังเกตเห็นว่าคนที่เขาชำนาญๆ นั้น เขาเริ่มยกมือกันตั้งแต่ตอนที่คนพูดใกล้จะจบการอภิปรายของเขา ทีแรกผมก็งงว่าพวกนั้นเขารู้ได้อย่างไรว่าใกล้จะจบแล้ว เมื่ออดรนทนไม่ได้ผมจึงต้องไปกระซิบถามท่านผู้รู้ที่อยู่ใกล้ๆ จึงได้คำตอบว่า ให้คอยฟังดู ถ้าคนพูดเริ่มพูดคำว่า “ท่านประธานที่เคารพ” บ่อยขึ้นๆ แปลว่าหมดเรื่องจะพูดแล้ว จึงต้องถ่วงเวลาด้วยการพูดคำว่า “ท่านประธานที่เคารพ” ไปพลางๆ ก่อน เผื่อจะนึกอะไรใหม่ๆ ออกได้อีก หลังจากนั้นผมจึงเฝ้าสังเกตดู ก็เห็นจริงอย่างที่เขาอธิบายให้ฟัง ผมจึงลองดูบ้าง พอได้ยินเขาพูดคำว่า “ท่านประธานที่เคารพ” ผมก็ยกมือปั๊บทันที แต่ยกตั้งนานก็ไม่เห็นเขาจบสักที จนมือผมเป็นเหน็บไปหมด เมื่อผมไปต่อว่าคนที่อธิบายให้ฟัง เขาก็บอกว่า ที่คุณยกมือตอนนั้นน่ะ เขาเพิ่งลุกขึ้นพูด คำว่า “ประธานที่เคารพ” เป็นเพียงคำเริ่มต้นเท่านั้น ต้องรอให้เขาพูดไปสักระยะหนึ่ง แล้วถ้าใช้คำนี้ถี่เข้าๆ เมื่อไร ก็ให้รู้ว่าใกล้จะหมดไส้หมดพุงแล้ว จึงค่อยยกมือ แหม | ก็ผมเป็นคนซื่อ เลยเสียท่าให้อายคนจนได้ ดีนะที่ไม่มีใครสังเกตเห็นมากนัก


    เมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้น ผมชักกระสับกระส่าย เพราะยกมืออย่างไรประธานก็ไม่ชี้เสียที และไม่ใช่ผมคนเดียว อีกหลายคนก็คอยที่จะพูดเหมือนกัน มีบางคนทนไม่ไหวถึงกับลุกขึ้นยืนยกมือ พอประธานชี้ถามว่าจะประท้วงเรื่องอะไร เพราะการยืนขึ้นยกมือเป็นการประท้วงประธาน เขาก็พูดออกทางไมโครโฟนว่า”ผมประท้วงท่านประธาน เพราะผมยกมือมาตั้งแต่เช้าแล้ว จนป่านนี้ยังไม่ได้พูด เดี๋ยวพ่อแม่พี่น้องของผมจะนึกว่าผมมัวไปทำอะไรอยู่” ผมรู้สึกว่าไม้เด็ดอย่างนี้ดีไม่น้อย เพราะอย่างน้อยก็ได้พูดให้คนทางบ้านได้รู้ว่า ตัวเขายังอยู่ในที่ประชุม กำลังใช้ความพยายามอย่างสุดขีดที่จะลุกขึ้นอภิปราย แต่ประธานไม่ชี้ จึงไม่ได้พูด ซึ่งเป็นการบรรลุตามความประสงค์แล้ว แต่ผมคงไม่กล้าทำอย่างนั้น จนกว่าอาวุโสจะสูงขึ้นกว่านี้หน่อย แต่ผมเพียรพยายามยกมืออย่างไรก็ไม่ได้รับโอกาสที่จะพูด จนผมเกือบจะลุกขึ้นบนโต๊ะยืนยกมือเสียแล้ว ถ้าไม่ห่วงว่ามีการถ่ายทอดสด และประชาชนในเขตเลือกตั้งของผมจะนึกว่าผมสติเสียไปหรืออย่างไร ผมคงทำอย่างนั้นแน่ และในที่สุดจนเขาปิดการอภิปราย ผมเลยไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพราะการปิดอภิปรายนั้นแปลว่าต่อจากนั้นจะไม่ให้ใครพูดในเรื่องนั้นอีก เพื่อลงคะแนนกันต่อไป แต่เมื่อมีคนเสนอแล้ว ผมก็เห็นยังมีคนพูดกันอยู่อีกประปราย เพราะเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาว่าเรื่องนี้เป็นญัตติหรือไม่ สามารถปิดอภิปรายได้หรือไม่ และจะต้องลงมติหรือไม่ ตกลงที่พูดกันมาตั้ง ๒ ชั่วโมง เลยไม่ได้เรื่องอะไร ผมฟังแล้วปวดหัวจริงๆ เป็นที่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้พูด นี่ถ้าได้ให้โอกาสผมพูดเสียตั้งแต่ตอนแรก การพูดกันวันนั้นคงไม่ต้องใช้เวลายาวนานถึง ๒ ชั่วโมง ถึงจะได้เริ่มลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าให้ผมพูด ผมจะพูดว่าอย่างนี้ ครับ


    “ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ (เห็นไหมผมเรียนรู้คำขึ้นต้นได้รวดเร็วไม่น้อย) ผมเชื่อว่าก่อนที่จะมาประชุมในวันนี้พรรคทุกพรรค ยกเว้นพรรคของผม ต่างได้มีการประชุมกันมาเป็นที่ยุติแล้วว่าจะลงคะแนนกันอย่างไร แม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ให้ความอิสระแก่สมาชิกโดยไม่ให้ตกอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง แต่ก็เอาเถอะเมื่อท่านประชุมตกลงกันมาแล้ว ท่านทั้งหลายเชื่อหรือครับว่า การพูดกันในวันนี้จะทำให้ใครเปลี่ยนความคิดให้ผิดไปจากที่พรรคของแต่ละท่านมีมติมาแล้ว ผมสิครับที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนอย่างไร เพราะฉะนั้นที่ท่านพูดๆ กันมานั้น เท่ากับมาพูดให้ผมฟังคนเดียว เผื่อจะชักจูงหรือโน้มน้าวใจผมให้เห็นดีเห็นงามไปกับท่านได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ท่านจะพูดกันไปทำไมครับ ผมฟังเพียงฝ่ายละคน ผมก็ตัดสินใจได้แล้ว เพราะฉะนั้น อย่าเสียเวลาพูดกันต่อไปเลยครับ พวกเราจะได้รีบลงมือทำงาน ชาวบ้านชาวช่องเขารอผลการทำงานของพวกเราอยู่ จริงอยู่มีท่านผู้รู้ท่านบอกว่า สภาคือที่ที่พูด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องพูดกันทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องพูด หรือพูดจนน้ำท่วมทุ่ง เลิกๆ พูดกันเสียทีเถอะครับ จะทำอะไรก็รีบๆ ทำเข้า ขอบพระคุณครับ”


    เห็นไหมครับว่าถ้าให้ผมพูดเสียแต่แรก ก็จะสามารถประหยัดเวลาได้มาก ผมรู้สึกว่าในวันนั้นผมไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร เพราะพรรคอื่นๆ ได้พูดกันอย่างน้อยพรรคละหนึ่งคน แต่พรรคผมทั้งพรรคไม่มีใครได้พูดเลย


    แล้วก็มาถึงตอนสำคัญที่จะต้องลงคะแนนให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องมีคนเสนอบุคคลขึ้นมาขอความเห็นชอบโดยต้องมีสมาชิกรับรองถึงหนึ่งในห้า คือหนึ่งร้อยคน มีหัวหน้าพรรคท่านหนึ่งได้ลุกขึ้นเสนอชื่อหัวหน้าพรรคที่มีสมาชิกมากที่สุดเป็นนายกรัฐมนตรี และไม่ปรากฏว่ามีใครเสนอเข้าแข่งขัน แต่แม้กระนั้นก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ที่ให้มีการลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่งเมื่อถึงตอนลงคะแนนก็เป็นอย่างที่ผมตั้งใจจะพูด คือพรรคแต่ละพรรคต่างลงคะแนนตามสถานภาพของพรรค คือที่เป็นฝ่ายรัฐบาลก็ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ ที่เป็นฝ่ายค้านก็ลงคะแนนไม่เห็นชอบ มีที่แปลกอยู่พรรคเดียว คือพรรคขนาดกลาง ค่อนข้างไปทางเล็ก ซึ่งไม่ได้ร่วมรัฐบาลด้วย แต่งดออกเสียง ผมเลยไม่รู้ว่าเขาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อาจจะเป็นได้ว่าเขาเกิดความเซ็งอะไรขึ้นในใจเลยไม่อยากเห็นชอบใคร


    สำหรับผมนั้น เมื่อไตร่ตรองโดยรอบคอบแล้ว ผมเห็นว่าแม้ผมจะเป็นเสียงเดียว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องภายในของสภาเหมือนอย่างตอนที่เลือกประธานและรองประธานสภา ผมจึงคิดของผมว่าเมื่อเราจะมีนายกรัฐมนตรี และดูเสียงในสภาแล้วไม่มีทางใดที่จะปฏิเสธได้ จะชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องเห็นกับประเทศชาติไว้ก่อน ถ้าคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้คะแนนเสียงเห็นชอบมากเท่าใด ย่อมเป็นการยืนยันถึงความมั่นคงในการทำงานของรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น ทำให้คนที่เขาจะต้องมาเกี่ยวข้องค้าขายด้วยนอนใจได้ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ยาวนาน ส่วนในความเป็นจริง ในวันหน้าจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องภายในของพวกเรา เมื่อผมคิดอย่างนี้แล้ว ผมจึงลงคะแนนให้ความเห็นชอบด้วยความเต็มใจ แต่ที่ผมลงคะแนนอย่างนั้นไม่ได้แปลว่าผมเป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะวันข้างหน้าถ้าผมเห็นว่ารัฐบาลทำไม่ถูก ผมก็จะไม่ลงคะแนนให้


    เมื่อเลิกประชุมแล้วพอผมเดินออกมาข้างนอก เห็นบรรดาสื่อมวลชนรุมล้อมว่าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อสัมภาษณ์กันจนชุลมุล เพราะในขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์ มีสมาชิกหลายคนเดินเข้าไปแสดงความยินดีกันอย่างต่อเนื่อง ผมเลยหมดโอกาสที่จะแอบไปยืนข้างหลังเพื่อให้มีภาพของผมออกทีวีด้วยอย่างที่ได้เรียนรู้มา


    ผมลืมบอกไปว่าเมื่อผมกลับมากรุงเทพ ผมได้ไปพบหัวหน้าพรรคของผมเพื่อสอบถามข้อกฎหมายเกี่ยวกับเงินที่ท่านและคณะให้ผมไป หัวหน้าพรรคของผมได้ยืนยันว่า การให้เงินแก่ผม เป็นเรื่องที่พรรคมีหน้าที่จะต้องดูแลสมาชิกของพรรคที่ได้รับเลือกตั้งให้สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และอย่างสมเกียรติ กรณีไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามกฎหมายของ ปปช. ส่วนเรื่องการนำผลไม้ไปแจกนั้น ผมได้ไปตาม กกต.แล้ว ได้รับการยืนยันเช่นกันว่าผมทำได้ เพราะการแจกเพียงผลไม้อย่างที่ผมคิดจะทำ เป็นเรื่องของความมีน้ำใจที่มีต่อประชาชน และเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้มีจำนวนมากถึงขนาดจะถือว่าเป็นการตอบแทนให้ใครไปเลือกตั้งผมได้


    ผมจึงโล่งใจกับปัญหาหนักอกที่ค้างคาอยู่ ผมเลยตั้งใจว่าคราวนี้จะเหมาผลไม้สักคันรถ ไปแจกให้ชาวบ้านของผมได้กินให้อิ่มสักครั้งหนึ่ง เพราะเงินที่หัวหน้าพรรคให้มา ยังมีเหลือพอ อย่างน้อยเมื่อผมมีความสุข ชาวบ้านของผมจะต้องได้รับอานิสงค์แห่งความสุขนั้นด้วย แม้จะเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม

    มีชัย ฤชุพันธุ์