ความคิดเสรีของมีชัย
เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
เรื่องสั้น
จดหมายถึงนาย
 
  • มรดก
  •  
  • ที่ดิน
  •  
  • ค่าใช้จ่ายการสืบพิสูจน์หาสาเหตุเป็นความรับผิดชอบของใคร
  •  
  • การตั้งชื่ออาคารหรือห้องประชุมงบประมาณของทางราชการโดยใช้ชื่อหรือนามสุกลหัวหน้าหน่วยงานราชการ
  •  
  • ขอให้แก้ไขระเบียบการรังวัดให้เจ้าของที่ดินเตรียมจอบเตรียมเสียม
  • อ่านทั้งหมด
    มุมของมีชัย ถาม-ตอบ กับมีชัย
    มุมของมีชัย
  • ความคิดเสรีของมีชัย
  • เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
  • เรื่องสั้น
  • จดหมายถึงนาย
  •  
     
    เรื่องสั้น

    นิทาน (ไม่เกี่ยวกับ) การเมือง เรื่อง ปัญหาของตระกูล?


    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตระกูลแบบไทย ๆ ตระกูลหนึ่ง ประกอบด้วยครอบครัวหลายครอบครัวตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โดยทุกครอบครัวยินยอมยกให้ครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกสองคน เป็นผู้นำของตระกูลเพื่อดูแลสุขทุกข์และความปลอดภัยให้แก่คนใน ตระกูลเดียวกัน


    ปู่ย่าตาทวดของคนในตระกูลนี้เป็นผู้มองเห็นการณ์ไกล จึงได้สะสมทรัพย์สมบัติไว้ก้อนหนึ่งให้เป็นสมบัติส่วนกลางของคนในตระกูล เพื่อไว้เป็นหลักในการสร้างความเป็นปึกแผ่นและความเชื่อถือแก่คนทั่วไปที่ จะมีต่อตระกูลนี้ โดยมีคำสั่งเสียไว้ว่าต่อไปในอนาคตไม่ว่าทรัพย์สมบัติส่วนกลางที่สะสม ไว้นี้จะเพิ่มพูนขึ้นเพียงไร ก็มิให้นำไปใช้ เพราะยิ่งมีมากเท่าไรความน่าเชื่อถือต่อตระกูลก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น


    ทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้นี้ส่วนใหญ่เป็นทองคำบ้าง เงินตราต่างประเทศบ้าง


    ด้วยความซื่อสัตย์ รอบคอบ และขยันหมั่นเพียรของลูกหลานของตระกูล ทรัพย์สมบัติส่วนกลางจึงได้รับการดูแลและรักษาไว้อย่างดี ไม่มีใครไป แตะต้อง และนานวันเข้าจึงยิ่งพอกพูนมากขึ้น มีมากกว่าเมื่อระยะเริ่มต้นหลาย สิบเท่าครอบครัวทุกครอบครัวในตระกูลนี้จึงได้รับการยอมรับนับถือและ มีความผาสุก ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองด้วยดีตลอดมา


    ในการดูแลทรัพย์สมบัติส่วนกลางของตระกูลนั้น แต่ไหนแต่ไรมาได้มีการแยกแยะไว้เป็นบัญชีต่างหาก และมอบหมายให้ครอบครัวซึ่งเป็นผู้นำตระกูลเป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการ โดยให้แยกออกต่างหากจากทรัพย์สินของครอบครัวนั้น


    ครอบครัวซึ่งเป็นผู้นำเองก็มีกิจการของตน มีบัญชีดูแลทรัพย์สินที่ใช้สำหรับประกอบกิจการของตนแยกต่างหาก


    รวมความว่าครอบครัวซึ่งเป็นผู้นำมีบัญชีทรัพย์สินที่จะต้องคอยดูแลอยู่ ๓ บัญชีด้วยกัน


    แม้ว่าครอบครัวที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำแห่งตระกูล จะมีการผลัดเปลี่ยนกันไปตามวาระ แต่ทุกครอบครัวที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาจัดการ ต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนไปด้วยดี โดยไม่มีใครไปแตะต้องข้องแวะนำทรัพย์สินอันเป็นสมบัติของตระกูลมา ใช้เลยด้วยทุกคนเคารพในคำสั่งเสียของบรรพบุรุษอย่างมั่นคงตลอดมา


    เวลาผ่านมาหลายชั่วอายุคน จนถึง ปัจจุบัน อันเป็นยุคที่อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครคาดฝัน


    เป็นยุคที่ความผูกพันในตระกูลค่อย ๆ เสื่อมคลายลง สิ่งใด ๆ ที่บรรพบุรุษสร้างไว้มักจะถูกมองว่าเป็นความล้าหลัง และหมดความจำเป็นที่จะต้องนึกถึงคำสั่งเสียของบรรพบุรุษ เพราะต่างคนต่างนึกว่าตนเป็นผู้มีความซื่อสัตย์และมีความสามารถ มากกว่าคนอื่น


    แล้ววันหนึ่ง หายนะ ก็ก้าวเข้ามาสู่ตระกูล


    ลูกชายสองคนของครอบครัวซึ่งเป็นผู้นำของตระกูล ซึ่งมีความเชื่อมั่นในความสามารถและโชคแห่งตน วันหนึ่งถูกชาวต่างด้าวใช้เล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงที่เหนือกว่าหลอกเอา ทรัพย์สินของครอบครัวไปจนหมดตัว ต้องกู้หนี้ยืมสินเขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง ในการกู้หนี้ยืมสินนั้นได้ถูกเจ้าหนี้บีบบังคับด้วยประการทั้งปวง ให้ต้องประพฤติปฏิบัติตามที่เจ้าหนี้ต้องการ


    เงื่อนไขดังกล่าวมิได้บังคับเอากับลูกชายทั้งสองนั้นเท่านั้น หากแต่ได้บีบบังคับเรื่อยลงไปถึงผู้คนในตระกูลทุกคน และผลแห่งการกระทำเช่นนั้นจึงพลอยทำให้ครอบครัวอื่น ๆ ในตระกูลได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน


    หลายครอบครัวซึ่งกำลังทำธุรกิจอยู่ดี ๆ ทำท่าจะมีอนาคต ก็ต้องถูกหยุดชะงัก


    หลายครอบครัวมีปัญหาอยู่บ้างซึ่งถ้าไม่ถูกใครบีบบังคับก็คงจะแก้ไข ปัญหาไปได้ แต่เมื่อพบกับเงื่อนไขของเจ้าหนี้เข้ปัญหาที่ไม่รุนแรงก็ กลายเป็นรุนแรง


    หลายครอบครัวถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว


    เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีครอบครัวใดในตระกูลไม่ถูกกระทบกระเทือนจาก เหตุการณ์ครั้งนี้ และยิ่งแก้ไขปัญหา ปัญหาก็ยิ่งพอกพูนขึ้น ผู้คนในตระกูลเดือดร้อนมากขึ้น พากันล้มละลายมากขึ้น


    ในที่สุดทรัพย์สินที่แยกไว้เป็นบัญชีสำหรับดำเนินกิจการของครอบครัวผู้นำ จึงหมดสิ้นไป แถมยังตกเป็นลูกหนี้มากมายมหาศาลเกินกว่าที่ใคร จะนึกออก เพียงแค่ชำระดอกเบี้ยก็แทบจะหมดปัญญา


    ในการแก้ไขปัญหานั้น แม้จะได้นำทรัพย์สินของครอบครัวอื่น ๆ ไปขายให้คนต่างด้าวอย่างถูก ๆ เกือบหมดแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นฝั่ง ครอบครัวนั้นจึงหมดสิ้นหนทางที่จะหาเงินมาชำระหนี้ได้


    ทรัพย์สินที่ยังพอมีอยู่ จึงเหลือแต่ทรัพย์สินของตระกูล ที่แยกบัญชีไว้ต่างหากและไม่เคยมีใครคิดแตะต้องมาก่อน


    เมื่อเริ่มเกิดปัญหาขึ้นนั้น หลวงตาซึ่งเป็นคนของตระกูลและสละเรื่องทางโลกออกบวชไม่ยุ่งเกี่ยวกับ กิจการของตระกูลมาเป็นเวลานาน มองเห็นความเดือดร้อนของตระกูลจนอดรนทนไม่ได้ จึงอาศัยความศรัทธาที่ผู้คนในตระกูลมีอยู่ต่อตัวท่าน ออกตะรอน ๆ เพื่อชักชวนให้ผู้คนของตระกูลช่วยกันบริจาคทรัพย์สินเป็นเงินตราต่าง ประเทศบ้าง เป็นทองคำบ้าง นำไปให้กับครอบครัวซึ่งเป็นผู้นำตระกูล เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นหลักประกันมิให้ความเชื่อถือของผู้คนที่มีต่อตระกูลต้อง ลดน้อยถอยลง


    ด้วยความศรัทธาต่อหลวงตาอย่างหนึ่ง ด้วยความรักและห่วงใยในตระกูลอีกอย่างหนึ่ง ทำให้ผู้คนในตระกูล ซึ่งแม้จะอยู่ในฐานะย่ำแย่ ต่างร่วมกันคนละไม้คนละมือมอบทรัพย์สินให้หลวงตาเป็นจำนวนมาก พอสมควร ซึ่งหลวงตาได้นำส่งมอบให้แก่ครอบครัวผู้นำตระกูลจนหมดสิ้น


    ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤต ิ ได้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง โดยครอบครัวซึ่งเป็นผู้นำตระกูลร่วมกับครอบครัวอื่น ๆ ในตระกูล ต่างสละเงินมาเข้ากองทุนไว้เพื่อใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น ๆ ในตระกูลเดียวกัน การนำเงินกองทุนไปใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมาได้กระทำด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึงวงเงินที่มีอยู่ตาม สมควร ด้วยความรอบคอบและฉลาดเฉลียว เงินกองทุนนั้นจึงได้กำไรและเติบโตขึ้น


    ครั้นเกิดวิกฤติขึ้นในครั้งนี้ สองพี่น้องแห่งครอบครัวผู้นำตระกูล ได้นำเงินจากกองทุนดังกล่าวมาใช้แก้ไขปัญหา แต่ด้วยความตระหนก ขาดความรอบคอบ หลงแต่คำแนะนำของเจ้าหนี้ และคนต่างด้าวท้าวต่าง แดน ในที่สุดเงินกองทุนดังกล่าวจึงหมดไป


    เมื่อเงินกองทุนหมดแล้ว ยังอาศัยชื่อของกองทุนนั้นเองกู้หนี้ยืมสินมาเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายในการแก้ไข ปัญหาอีกจำนวนมหาศาลเกินกว่าใครจะรู้ได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด


    วิธีแก้ไขปัญหานั้นจะทำกันด้วยวิธีใด จะ ได้ผลหรือไม่ คนทั่วไปในตระกูลไม่ค่อยได้มีใครทราบชัดนัก รู้แต่ว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวต่างด้าวท้าวต่างแดนเป็นยิ่งนัก ได้รับการปรบมือและชมชื่นอยู่ทั่วไป


    เมื่อหนี้สินของกองทุนดังกล่าวเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น แต่ความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมมาเพิ่มเติมยังมีอยู่ ดังนั้นเพื่อให้กองทุนเป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไปว่าเมื่อไปกู้หนี้ใครมาแล้ว กองทุนจะมีปัญญาใช้หนี้ได้ ลูกชายทั้งสองก็ได้ร่วมกันแก้กฎกติกาสำหรับกองทุนเสียใหม่ว่า เมื่อใดที่กองทุนขาดทุน ให้ผู้คนในตระกูลทั้งหมดร่วมกันชดใช้ให้ แต่ถ้าเมื่อไรที่กองทุนได้กำไร ก็ให้ตกเป็นของกองทุน


    มิใยที่ใครต่อใครในตระกูลจะท้วงติงว่า การทำเช่นนั้นจะนำตระกูลไปสู่ความหายนะได้ ก็กลับถูกหัวเราะเยาะ หยันว่า ไม่รู้จริง


    เมื่อหนี้สินของครอบครัวเพิ่มมากขึ้น จนสุดปัญญาที่จะหาเงินมาชำระหนี้ได้ ลูกชายทั้งสองจึงเกิดความคิดที่จะและเล็มกองทรัพย์สินของต้นตระกูล


    แต่จะหยิบฉวยมาเฉย ๆ ก็เกรงคนจะนินทาเอาได้


    เมื่อไปศึกษารูปแบบที่ใช้กันอยู่ในตระกูลอื่น ๆ ก็พบว่าตระกูลอื่นเขาไม่แยกทรัพย์สินออกเป็นกอง ๆ อย่างที่ตระกูลของตนทำ หากแต่นำมารวมกันเป็นกองเดียวเพื่อว่าจะได้เกลี่ยทรัพย์สินจากกองต่าง ๆ นำไปใช้ประโยชน์ได้คล่องตัวขึ้น


    เมื่อลูกชายทั้งสองของครอบครัวเห็นดีเห็นงามร่วมกันที่จะรวมทรัพย์สิน ของต้นตระกูลและทรัพย์สินของครอบครัวมาไว้เป็นบัญชีเดียวกันแล้ว จึงเริ่มร่างกฎกติกาสำหรับตระกูลขึ้นใหม่


    ถึงตอนนี้ลูกชายทั้งสองเริ่มจะขัดแย้งกัน


    พี่ชายคนโตต้องการร่างกฎกติกาให้ตนมีส่วนในการควบคุมดูแลการจัด การทรัพย์สินที่น้องชายเคยทำอยู่ด้วย ส่วนเงินที่เหลือใช้อันเนื่องมาจากการรวมบัญชีกันซึ่งมีจำนวนไม่น้อยนั้น พี่ชายคนโตเห็นว่าสมควรนำไปชำระหนี้ที่กองทุนเป็นหนี้สินเขาอยู่ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาชำระหนี้เขาได้ และต่อ ๆ ไปถ้ามีเงินเหลืออีกก็ให้ตนมีสิทธิยืมมาใช้ได้เป็นครั้งคราวตามความจำเป็น ของครอบครัว


    ในขณะเดียวกัน น้องชายกลับเห็นว่า การจัดการทรัพย์สินที่ผิดพลาดและเสียหายมาจนทุกวันนี้ก็เนื่องจากตนไม ่มีอิสระในการจัดการทรัพย์สิน พี่ชายคนโตมักจะเข้ามาก้าวก่ายการทำงานจนทำให้การทำงานไม่คล่องตัว ทั้งพี่ชายเองก็มีพรรคพวกมากมาย มีที่ปรึกษาจากคนนอกตระกูลเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่น่าไว้วางใจ นอกจากนั้นเวลาจะตัดสินใจอะไรที ก็มัวแต่เกรงว่าคนจะไม่ปรบมือให้ ทำให้เกิดความเสียหายไม่รู้จักหยุดหย่อน พี่ชายจึงไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรจะดูอยู่ห่าง ๆ


    ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของตระกูลที่ได้กำไรนั้น ก็ไม่ควรนำไปใช้จ่ายตามอำเภอใจ ควรปล่อยให้อยู่ในดุลพินิจของตนแต่เพียงผู้เดียว เพราะตนมั่นใจว่าตนเท่านั้นที่เห็นแก่ตระกูล และทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีความรอบรู้เหนือคนอื่นใด สมควรที่จะได้รับความไว้วางใจให้ดูแลทรัพย์สมบัติของตระกูลและ ของครอบครัวโดยไม่มีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง


    รวมความว่าทั้งพี่ทั้งน้องมองเห็นอย่างเดียวกันว่า ทรัพย์สินของต้น ตระกูลนั้น หากแยกไว้ต่างหากอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ย่อมเป็นที่น่าเสีย ดาย ไม่ทันสมัยเหมือนตระกูลอื่น ๆ เขาทั้งยังไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้อีกด้วย


    สำหรับความน่าเชื่อถือของตระกูลที่ได้เคยอาศัยทรัพย์สินของตระกูลเป็น หลักประกันนั้น พี่น้องทั้งสองได้ช่วยกันชี้แจงว่า จะได้กำหนดไว้ในกฎกติกาว่าเมื่อมีมูลค่าเป็นสองเท่าของที่ควรเป็นแล้ว ส่วนที่เหลือจึงจะนำมาใช้ได้ ซึ่งทั้งสองพี่น้องเชื่อมั่นว่าหากกำหนดไว้เสียเช่นนี้แล้ว ความน่าเชื่อถือของตระกูลก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป ไม่น่าที่ใครจะกังวลใจ


    ที่ยังขัดแย้งกันอยู่คงมีแต่เพียงว่า ใครจะอิสระจากใครมากน้อยเพียงไร และใครจะเป็นคนมีอำนาจตัดสินใจนำทรัพย์สินของต้นตระกูลไปใช ้ทำอะไร


    ทั้งสองพี่น้องมิได้สนใจว่า ผู้คนในตระกูลเดียวกัน ซึ่งมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินของตระกูล จะคิดอย่างไรกับการที่จะมีการนำทรัพย์สินของตระกูลซึ่งบรรพบุรุษ สะสมไว้ให้ออกมาใช้จ่าย


    แต่กลับเห็นไปว่าคำสั่งเสียของบรรพบุรุษที่ให้แยกทรัพย์สินออกจากกัน โดยมิให้นำทรัพย์สินที่เป็นของต้นตระกูลออกมาใช้นั้น เป็นความล้าสมัย ตระกูลอื่น ๆ เขาเลิกทำกันแล้ว


    วันหนึ่งจึงร้อนถึงหลวงตา ต้องออกมาทักท้วงด้วยความห่วงใยว่า ทรัพย์สินที่ท่านอุตส่าห์ไปชักชวนคนให้ร่วมกันบริจาคมาให้นั้น ผู้บริจาคและตัวท่านเองมุ่งหมายที่จะให้เก็บไว้สมทบกับกองทรัพย์สินของ ตระกูลเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและมั่นคงยิ่งขึ้น ไม่ต้องการให้ใครเอาไปใช้จ่ายในทางใด ๆ


    หลังจากที่เกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนไปชี้แจงให้หลวงตา ฟังกันอยู่พักใหญ่ หลวงตาก็ได้รับคำชี้แจงเป็นทำนองว่าเงินและทรัพย์สิน ทั้งปวงของหลวงตายังอยู่ครบ ยังไม่มีใครเอาไปใช้อย่างใดทั้งสิ้น


    แต่เขาไม่ได้บอกหลวงตาว่าต่อไปเมื่อเขาเริ่มจะใช้เงินของ ตระกูล เงินของหลวงตาจะถูกใช้ไปด้วยหรือไม่ เพราะถึงตอนนั้นคงไม่มีใครบอกได้ว่าเงินส่วนไหนเป็นเงินที่หลวงตาหามา ให้ เพราะคงจะเกลื่อนกลืนกันไปหมด


    ถ้าหลวงตาไปถามเขาตอนนั้น เขาคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เงินของหลวงตายังคงอยู่ครบถ้วน เช่นถ้าเงินของตระกูลมีอยู่ ๑๕๐ บาท และเขาเห็นว่าการคงเงินไว้เพียง ๑๐๐ บาท ย่อมเพียงพอที่จะทำให้เกิดความมั่นคง และเป็นที่เชื่อถือของคน ทั่วไปแล้ว เขาย่อมนำเงิน ๕๐ บาทของตระกูลไปใช้ได้ แต่เมื่อหลวงตาไปหามาให้เขาอีก ๑๐ บาท แทนที่เขาจะเอาเงินของตระกูลไปใช้ ๕๐ เขาก็เอาไปใช้เสีย ๖๐ บาท ส่วนที่เหลืออีก ๙๐ บาท เมื่อบวกกับเงินของหลวงตาก็จะคงเป็น ๑๐๐ บาทตามที่ตั้งใจไว้ ด้วยวิธีนี้เขาย่อมยืนยันกับหลวงตาได้ตลอดเวลาว่า เงินของหลวงตายังอยู่ครบถ้วน ไม่หายไปไหน


    เนื่องจากหลวงตาอยู่ในสมณเพศ มีแต่ความเมตตาและอุเบกขาเป็นหลัก มีแต่ความตั้งใจดีที่จะช่วยตระกูลที่ท่านก็เป็นสมาชิกอยู่ด้วยคนหนึ่ง ให้รอดปลอดภัย พ้นจากปากเหยี่ยวปากกา จึงไม่อาจตั้งคำถามที่สงสัยได้


    ถ้าเป็นคฤหัสถ์ธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ท่านคงอยากรู้ว่า


    ปัญหาหนี้สินที่ก่อกันไว้นั้น เข้าตาจนกันจนถึงขนาดไม่สามารถหาเงินอื่นมาใช้กันได้แล้วหรือ?


    ถ้าเข้าตาจนกันจริง ๆ จะออกกฎกติกาเพื่อขอเอา ไปใช้ เฉพาะจำนวนที่เกินจำเป็น ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว ไม่ได้หรือ ทำไมถึงจะต้องนำไปยุบรวมกัน อันมีผลทำให้ทรัพย์สินของตระกูลและทรัพย์สินของครอบครัวเกลื่อนกลืนกัน ไปหมด จนต่อไปจะไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นของตระกูล และส่วนไหนเป็นของครอบครัว


    เงินทองของตระกูลที่สั่งสมกันไว้แต่ดึกดำบรรพ์ ถ้ายังคงแยกรักษาไว้ต่างหากต่อไปจะทำให้ตระกูลต้องเสียหายอย่างไรบ้าง หรือทำให้ตระกูลต้องน้อยหน้าตระกูลอื่นอย่างไร?


    ทรัพย์สินของตระกูลที่รักษากันมานั้น เมื่อนำไปรวมกับทรัพย์สินของครอบครัวเสียแล้วทรัพย์สินกองใหม่ที่เกิดขึ้น จะยังคงเป็นของตระกูล หรือกลายไปเป็นทรัพย์สินของครอบครัว ?


    ถ้าเปลี่ยนครอบครัวใหม่มาดูแลจัดการแทน จะมีสักวันหนึ่งไหมที่ครอบครัวใหม่มิได้ซื่อสัตย์อย่างครอบครัวที่กำลังดูแลอยู่ ู่ ใครจะเป็นคนรับรองว่าจะไม่มีคนอ่อนแอ อย่างที่เคยมีมา จนทำให้เสียรู้ไปเป็นจำนวนมหาศาล ถึงตอนนั้นตระกูลคงพินาศไปพร้อมกับครอบครัวที่ดูแลจัดการ?


    ถ้าถึงคราวเคราะห์ร้ายแบบครั้งที่ผ่าน มา ทรัพย์สินของตระกูลคงพลอยพินาศไปกับทรัพย์สินของครอบครัวด้วย แล้วใครจะแก้ไขหรือรับผิดชอบได้ ลูกหลานของตระกูลมิต้องเริ่มต้นสั่งสมกันใหม่หรือ?


    เมื่อหลวงตาไม่อาจตั้งปุจฉาได้ จึงได้แต่ทำใจเป็นอุเบกขา


    แล้วจะมีใครบ้างไหมซึ่งยังวนเวียนอยู่ในกองกิเลส ที่จะตั้งคำถามเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของคนในตระกูล?


    จะมีใครบ้างไหมที่จะวิสัชนาต่อปุจฉาเหล่านี้ให้ผู้คนใน ตระกูลได้อุ่นใจ?


    ตระกูลที่ก่อตั้งกันมายาวนาน อยู่กันมาอย่างสุขสงบและรุ่งเรือง มาบัดนี้ จึงกลายเป็นตระกูลที่เต็มไปด้วยปัญหาที่หาคำตอบไม่ได้ อนาคตจะเป็นอย่างไรจึงยากที่จะรู้ได้ ด้วยประการฉะนี้แล


    นิทานเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่ออ่านเล่นสนุก ๆ ไม่เกี่ยวกับการบ้านการเมืองของประเทศใด หากใครอ่านและจินตนาการให้ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ขอให้ทำด้วยความรับผิดชอบของตนเอง เทอญ