ความคิดเสรีของมีชัย
เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
เรื่องสั้น
จดหมายถึงนาย
 
  • 1.ความหมายของคำว่าเบิกความเท็จ คืออะไรครับ ช่วยยกตัวอย่างแบบเข้าใจง่ายๆหน่อยครับ คล้ายๆ ให้การเท็จต่อตำรวจหรือเปล่า 2.กรณีผมยื่นต่อศาลว่าญาติ มีเจตนา ยึดครองที่ดิน โดยใช้ความรู้สึกตนเองเป็นองค์ประกอบ อย่างนี้ เบิกความเท็จหรือเปล่าครับ ขอบคุณสำหรับค
  •  
  • วุฒิดุษฏีบัณฑิตสามารถนำไปเทียบรับตำแหน่งทางกฎหมายได้หรือไม่
  •  
  • กฎหมายทุจจริต
  •  
  • คนต่างด้าวถูกอายัดบัญชีธนาคาร
  •  
  • มรดก
  • อ่านทั้งหมด
    มุมของมีชัย ถาม-ตอบ กับมีชัย
    มุมของมีชัย
  • ความคิดเสรีของมีชัย
  • เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
  • เรื่องสั้น
  • จดหมายถึงนาย
  •  
     
    ความคิดเสรีของมีชัย

    ประเทศไทย “ของเราทุกคน”

    จะมีใครหยุดคิดกันสักนิดบ้างไหมว่า บ้านเมืองไทยในยามนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงดูสับสนปนเปและยุ่งเหยิงกันไปหมด?


    เศรษฐกิจที่แก้ไขกันมาเป็นเวลา ๒ - ๓ ปี รัฐบาลประกาศอยู่เป็นระยะ ๆ ว่า ดีขึ้น ๆ


    แต่ทำไมสถาบันการเงินยังหน้าดำคร่ำเครียด ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อจนเงินล้นธนาคาร ต้องลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงจนไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะถึงขนาดนี้


    กำลังซื้อในตลาดทำไมจึงยังซบเซา เป็นผลให้ภาคการผลิตทั่วไปต้องลดกำลังผลิตลงเกือบครึ่ง


    ทำไมราคาผลผลิตทางการเกษตรพากันตกต่ำอย่างทั่วหน้า ในขณะที่ต้นทุนการผลิตของภาคการเกษตรกลับสูงขึ้น อันเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบของโลกแพงขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนตัวลง


    นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์พากันออกมาบอกว่า เมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัวลงจะเป็นผลดีต่อการส่งออก


    แต่ทำไมราคาข้าวที่เราส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก จึงไม่ส่งผลให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีขึ้น


    เมื่อราคาผลิตผลทางการเกษตรตกต่ำ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศยากจนลงยิ่งขึ้น


    ทำไมดอกเบี้ยที่ถูกแสนถูกจึงไม่เกิดผลดีต่อการลงทุน ทำไมไม่เป็นตัวกระตุ้นให้มีการลงทุนมากขึ้น แต่ส่วนที่เกี่ยวกับคนฝากเงินกลับเห็นผลทันตา คือรายได้ลดลง ๆ จนชักหน้าไม่ถึงหลัง


    ในขณะเดียวกันกลับเป็นตัวกระตุ้นให้คนที่เป็นหนี้จากต่างประเทศรีบหาทางส่งเงินตราต่างประเทศออกไปชำระหนี้ คนมีเงินและมีหนทางกำลังย้ายเงินของตนออกไป


    เมื่อการลงทุนมีน้อย และที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็หากำไรได้ยาก รัฐจึงเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย เงินตราต่างประเทศก็ร่อยหรอลง


    ประเทศจึงจนลงเช่นกัน


    นักธุรกิจทั้งหลายไม่ว่ารายใหญ่หรือรายเล็ก ต่างกำลังวุ่นวายอยู่กับการปรับโครงสร้างหนี้บ้าง วุ่นวายอยู่กับการไปเป็นจำเลยที่ศาลบ้าง ไปต่อรองกับฝรั่งหรือคนไทยที่ซื้อทรัพย์สินมาจาก ปรส.บ้าง ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด (หรือถึงคิดก็คงคิดไม่ออก) ว่าธุรกิจที่ยังพอมีเหลืออยู่จะเดินหน้าหรือทำให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างไร


    คนที่เคยมีฐานะปานกลางหรือระดับสูง ส่วนใหญ่กำลังจนลง แม้จะไม่จนเท่ากับชาวบ้านทั่วไปก็ตาม แต่ความทุกข์ที่มีอยู่คงไม่น้อยกว่ากันนัก


    การแก้ไขภาวะหนี้เสีย ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะเอาเข้าจริงก็หาหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและพอเป็นไปได้ ได้ยาก ต่างคนต่างทำ ยิ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่ในสถาบันการเงินที่เป็นของรัฐ (ไม่ว่าจะเป็นของรัฐมาแต่เดิม หรือกลายมาเป็นของรัฐเพราะไปยึดเขามาก็ตาม) คงทำได้เพียงอย่างเดียว คือ การเรียกลูกหนี้ให้มาทำสัญญาขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีก ๕ - ๑๕ ปี เพื่อให้บัญชีดูดี เหมือนกับมีความเสียหายเพียงเล็กน้อย


    แต่ปัญหาเรื่องหนี้ที่ประเทศแบกรับอยู่จะเป็นอย่างไรในวันหน้า ดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจที่จะหาคำตอบ


    ประเทศนอกจากจะยากจนแล้ว จึงยังเป็นหนี้ทั้งในปัจจุบัน และในวันข้างหน้าอย่างมากมายมหาศาล


    รวมความว่าทั้งประชาชนในทุกระดับและรัฐต่างพากันยากจนลงทุกวันและมีทุกข์หนักด้วยกันทั้งนั้น


    รัฐพยายามรัดเข็มขัดด้วยการลดกำลังพลลง แต่นั่นก็เท่ากับสร้างปัญหาเรื่องคนว่างงานให้มีมากขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อคนน้อยแต่ยังไม่มีการปรับประสิทธิภาพ งานราชการจึงยิ่งล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศยิ่งขึ้น แต่รัฐไม่ทำก็ไม่ได้ มิฉะนั้นจะไม่เหลือเงินไว้ลงทุนในการพัฒนา


    แล้วในภาวะที่กำลังข้นแค้นเหล่านี้ พวกเรากำลังทำอะไรอยู่?


    องค์กรอิสระทั้งปวงที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมา ๗-๘ องค์กร กำลังประชุมหารือกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ตามที่ตนเห็นสมควร


    องค์กรสูงสุดซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อดูแลทุกฝ่ายให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ กำลังถูกนินทาว่าร้าย ใส่ร้ายป้ายสี จนความเชื่อถือน่าจะถูกสั่นคลอน จนถึงต้องฟ้องร้องกัน


    ด้วยขบวนการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ รัฐต้องใช้เงินไปสองพันกว่าล้านบาทเพื่อเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๒๐๐ คน และใช้เวลาสี่เดือนเศษ ยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินและเวลาอีกเท่าไรในการเลือกตั้ง สส.จำนวน ๕๐๐ คน


    คนส่วนใหญ่พากันทอดถอนใจ และนิ่งเงียบ หรืออย่างมากก็บ่นสู่กันฟังในหมู่ผู้คนที่ใกล้ชิด โดยต่างคนต่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร


    ประชาชนส่วนหนึ่ง ทยอยกันมาเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อนำความทุกข์ของตนมาตีแผ่ และเรียกร้องให้รัฐบาลและสังคมให้ความสนใจและช่วยเหลือ เมื่อนึกว่ารัฐบาลไม่กระตือรือล้นก็ใช้วิธีการที่ตนเห็นว่าเหมาะว่างาม โดยมีนักวิชาการบางคนคอยกระตุ้นให้นึกว่าความเป็นประชาชนที่ยากจนย่อมมีสิทธิจะได้รับความเห็นใจให้ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องนึกถึงกฎกติกาของบ้านเมือง เพราะคิดเสียแล้วว่าประชาชนเหล่านั้นไม่ได้รับความเป็นธรรมภายใต้กฎกติกาที่มีอยู่ จึงไม่ต้องเปลืองเวลาไปเรียกร้องให้แก้กฎกติกาเหล่านั้นเสียก่อน


    ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มีคนพยายามสร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้นว่า รัฐบาล (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนที่อยู่มาเกินหนึ่งปี) เป็นศัตรูตัวฉกาจของประชาชน แม้ทั้งที่รัฐบาลเหล่านั้นเป็นรัฐบาลที่จัดตั้งมาตามกติกาที่นักวิชาการทั้งหลายเรียกร้องให้กำหนดขึ้น


    กลุ่มที่ไม่ชอบรัฐบาล ก็พยายามรวมตัวกันมาร้อยแปดองค์กรเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จะได้ไปเลือกตั้งใหม่ให้เร็ว ๆ ขึ้น โดยไม่สนใจว่าภายใต้กฎหมายเลือกตั้งปัจจุบัน เมื่อไปเลือกตั้งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลที่ตนไม่ชอบ จะต้องอยู่รักษาการกันไปอีกกี่เดือนกี่ปี ดูเหมือนไม่มีใครอยากจะตอบคำถามนี้


    กลุ่มหนึ่งเรียกให้มีการทำประชาพิจารณ์ แต่อีกกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้หยุดการทำประชาพิจารณ์ เมื่อไม่ฟังกันก็ใช้กำลังเข้าห้ำหั่น กลุ่มที่ใช้กำลังเข้าขัดขวางเรียกตัวเองว่ากลุ่มประชาธิปไตย และการกระทำนั้นเรียกกันว่าเป็นการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ


    รัฐบาลยืนยันแล้วยืนยันอีกว่าถึงอย่างไรก็ไม่ยอมยุบสภาจนกว่าจะถึงเวลาที่ตนคิดไว้ และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าบ้าง คอยชี้แจงข้อข้องใจในปัญหาที่ปลายเหตุบ้าง


    นักการเมืองกำลังตื่นเต้นกับการเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามา ต่างคนต่างกำลังใช้กลยุทธ์ กลวิธี เพื่อหาทางให้ได้รับเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด


    ที่มีเงิน ก็ใช้เงิน


    ที่มีปาก ก็ใช้ปาก


    ที่มีอุบาย ก็ใช้อุบาย


    แต่ที่ใช้เหมือน ๆ กันก็คือ การโจมตีซึ่งกันและกัน มากบ้างน้อยบ้างสุดแต่ความถนัดของแต่ละกลุ่มการเมือง


    สื่อมวลชนกำลังสนุกและขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากับการพาดหัวข่าวต่าง ๆ เหล่านี้


    หยุดใช้อารมณ์และตั้งสติกันสัก ๕ - ๑๐ นาที เพื่อคิดถึงบ้านเมืองกันบ้างได้ไหมครับ


    หยุดคิดกันสักนิดว่า ในท่ามกลางวิกฤติที่ประเทศชาติกำลังย่ำแย่ แต่ละคนแต่ละฝ่ายจะร่วมมือกันทำอะไรให้ประเทศชาติเป็นส่วนรวมได้บ้าง


    มาช่วยกันแก้วิกฤติให้หลุดพ้นไปก่อน ด้วยความอดทน อดกลั้น และมานะพยายาม พยายามมองกันและกันอย่างมีเมตตาจิต


    รับฟังกันและกันอย่างใจกว้าง


    มีความสุจริตใจให้กันและกัน


    หยุดสีสันทางการเมืองไว้ชั่วคราว


    หยุดการหาประโยชน์ส่วนตนไว้ก่อน


    แล้วหันหน้ามาร่วมมือกันทำงานเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างจริงจัง ยอมรับความจริงกันเถิดว่า ปัญหาของประเทศหนักหนาเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมีขีดความสามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ ใครก็ตามที่เข้ามารับช่วง อย่านึกว่าเป็น “โชค” หากแต่เป็น “เคราะห์” เสียมากกว่า ดีไม่ดีอนาคตทางการเมืองจะถูก”ดับ” เสียก่อนเวลาอันควร


    ท่านนายกฯ ชวนก็เป็นคนดี มีความหวังดีต่อประเทศเป็นที่ตั้ง น่าจะลองเชิญหัวหน้าพรรคและคนสำคัญ ๆ ของพรรคการเมืองทุกพรรค และผู้รู้ทั้งหลาย มาร่วมกันหารือดูว่า จะหยุด “การเล่นการเมือง” ไว้ชั่วคราว แล้วร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศให้ลุล่วงไปก่อน ได้ด้วยวิธีใด และอย่างไรบ้าง


    แต่ละพรรคล้วนมีทรัพยากรบุคคลสำคัญ ๆ กันอยู่ทั่วหน้า ถ้ามีความตั้งใจจริง คัดแต่คนที่เป็นที่ยอมรับนับถือและมีความสุจริตเป็นที่ตั้ง มาร่วมกันทำงาน ก็น่าจะสำเร็จลงได้ภายในเวลาไม่นาน


    เมื่อประเทศและประชาชนลืมหน้าอ้าปากได้ ใครจะ “เล่นการเมือง” กันอย่างไรต่อไป ก็ไม่สายเกินไป

    มีชัย ฤชุพันธุ์